เทียบประโยชน์ กล้วยปิ้ง VS กล้วยตาก กินแล้วอ้วนไหม เลือกแบบไหนดีกว่า?

เทียบประโยชน์ กล้วยปิ้ง VS กล้วยตาก กินแล้วอ้วนไหม เลือกแบบไหนดีกว่า?

เทียบประโยชน์ กล้วยปิ้ง VS กล้วยตาก กินแล้วอ้วนไหม เลือกแบบไหนดีกว่า?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เทียบประโยชน์ กล้วยปิ้ง VS กล้วยตาก เลือกแบบไหนดีกว่า? ความจริงเรื่องน้ำตาลที่หลายคนเข้าใจผิด

กล้วยปิ้งและกล้วยตากมักถูกมองว่าเป็นของว่างเพื่อสุขภาพ เพราะทำจากผลไม้และไม่จำเป็นต้องทอดในน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอย่างมีปริมาณน้ำ พลังงาน และความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกัน โดยเฉพาะกล้วยตากที่ผ่านการลดความชื้นเป็นเวลานาน

หากเน้นควบคุมพลังงานและน้ำตาล กล้วยปิ้งเปล่ามักควบคุมปริมาณได้ง่ายกว่า ส่วนกล้วยตากเหมาะกับผู้ที่ต้องการอาหารพกพาสะดวกและให้พลังงานค่อนข้างเข้มข้น แต่ต้องเลือกชนิดไม่เติมน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม หรือน้ำตาลเพิ่ม

กล้วยปิ้งกับกล้วยตากต่างกันอย่างไร?

กล้วยปิ้ง คือกล้วยที่นำไปผ่านความร้อนในช่วงเวลาค่อนข้างสั้น เนื้อกล้วยจึงนุ่มขึ้นและสูญเสียน้ำเพียงบางส่วน หากปิ้งเปล่า ๆ น้ำตาลและพลังงานรวมของกล้วยลูกเดิมจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กล้วยตาก ผ่านการตากแดดหรืออบเป็นเวลาหลายวัน จนน้ำภายในผลลดลงมาก คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และสารอาหารบางชนิดจึงรวมอยู่ในชิ้นที่เล็กลง ทำให้กล้วยตากมีรสหวานและให้พลังงานเข้มข้นกว่าเมื่อเปรียบเทียบในน้ำหนักเท่ากัน 

ตารางเปรียบเทียบกล้วยปิ้งกับกล้วยตาก

ประเด็น กล้วยปิ้งไม่ใส่น้ำราด กล้วยตากธรรมชาติ
ปริมาณน้ำ ยังมีน้ำอยู่ค่อนข้างมาก สูญเสียน้ำไปมากจากการตากหรืออบ
พลังงานต่อกล้วยลูกเดิม ใกล้เคียงก่อนปิ้ง หากไม่เติมส่วนผสม พลังงานเดิมถูกรวมอยู่ในชิ้นที่เล็กลง จึงกินหลายลูกได้ง่าย
พลังงานต่อ 100 กรัม โดยทั่วไปต่ำกว่ากล้วยตาก เพราะยังมีน้ำมากกว่า สูงกว่าและอาจอยู่ประมาณ 250–300 กิโลแคลอรี ขึ้นอยู่กับความชื้นและสูตร
น้ำตาลต่อ 100 กรัม ขึ้นอยู่กับระดับความสุกงอม กล้วยน้ำว้ามีประมาณ 18-19 กรัม น้ำตาลธรรมชาติเข้มข้นกว่า ประมาณ 23.7 กรัมต่อ 100 กรัม
ใยอาหาร ยังมีใยอาหารจากกล้วย ยังมีใยอาหารและมีความเข้มข้นมากขึ้นต่อน้ำหนัก
โพแทสเซียม ยังคงมีอยู่หลังปิ้ง ยังคงมีอยู่และอาจเข้มข้นขึ้นต่อน้ำหนัก
วิตามินซี อาจลดลงบางส่วนจากความร้อน อาจลดลงมากกว่า เพราะผ่านความร้อนและการตากนานกว่า
สิ่งที่ต้องระวัง น้ำราด น้ำเชื่อม กะทิ และจำนวนลูก น้ำผึ้ง น้ำตาลเติมเพิ่ม ขนาดชิ้น และจำนวนที่กิน

การปิ้งหรือตาก ทำให้หวานขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้น้ำตาลเพิ่มขึ้น 

ในกล้วย 1 ผล ปริมาณน้ำตาล (ในแง่ของมวลหรือกรัมรวมทั้งหมด) ไม่ได้เพิ่มขึ้นใหม่ จากกระบวนการปิ้งหรือตาก

สิ่งที่เป็นจริงคือ:

  1. น้ำระเหยออกไป: เมื่อโดนความร้อน (ปิ้ง) หรือโดนแดด/อบแห้ง (ตาก) น้ำที่เคยอยู่ในกล้วยจะระเหย ออกไป ทำให้น้ำหนักรวมของกล้วยลูกนั้นลดลง (ตัวกล้วยจะลีบ เล็กลง หรือแห้งลง)

  2. ความเข้มข้นจึงสูงขึ้น: แต่น้ำตาลธรรมชาติที่อยู่ในเนื้อกล้วยไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่ครบเท่าเดิม เมื่อน้ำหายไปแต่น้ำตาลยังอยู่เท่าเดิม น้ำตาลจึงกลายเป็นสัดส่วนหลักที่ "อัดแน่นขึ้นต่อหน่วยน้ำหนัก" (Concentration)

อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น:

  • สมมติว่าตอนเป็น กล้วยสด มีน้ำตาลอยู่ 20 กรัม และมีน้ำอยู่ 80 กรัม (รวมเป็นน้ำหนัก 100 กรัม)

  • พอเอาไป ตากแห้ง จนน้ำระเหยออกไปเหลือแค่น้ำ 20 กรัม น้ำหนักรวมของกล้วยจะลดลงเหลือแค่ 40 กรัม แต่ ปริมาณน้ำตาลข้างในยังคงมี 20 กรัมเท่าเดิม ผลลัพธ์คือ ถ้าคุณกินกล้วยตาก 40 กรัม คุณจะรับน้ำตาลเข้าไปเต็ม ๆ 20 กรัม ผิดกับตอนเป็นกล้วยสดที่น้ำหนัก 100 กรัม ถึงจะได้รับน้ำตาล 20 กรัมเท่ากัน

ดังนั้น ความหวานที่เข้มข้นขึ้น หรือ แคลอรีที่ดูสูงขึ้นต่อชิ้น จึงไม่ได้เกิดจากการ "สร้างน้ำตาลเพิ่มขึ้น" แต่เกิดจากการที่น้ำถูกดึงออกไป จนเหลือเนื้อและน้ำตาลที่เข้มข้นกว่าเดิมในปริมาณที่น้อยลง 

โพแทสเซียมและใยอาหารที่เข้มข้นขึ้น

เช่นเดียวกับคำว่า "โพแทสเซียมและใยอาหารที่เข้มข้นขึ้นต่อน้ำหนัก" หมายถึง ความเข้มข้นหรือปริมาณของสารอาหารนั้น ๆ ที่อัดแน่นอยู่ในน้ำหนักที่เท่ากัน มีมากกว่าเมื่อเทียบกับผลไม้สด อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ :

  1. น้ำระเหยออกไป แต่มวลสารอาหารยังอยู่ครบ: เมื่อกล้วยสดถูกนำไปแปรรูปเป็น "กล้วยตาก" น้ำซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักกว่า 60-70% จะระเหยหายไปจนแห้ง สิ่งที่เหลืออยู่คือเนื้อกล้วยที่แห้งและยุบตัวลง

  2. เกิดความหนาแน่น (Density): สมมติว่ากล้วยสดหนัก 100 กรัม มีโพแทสเซียมอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่มันกระจายตัวอยู่กับน้ำจำนวนมาก เมื่อตากแห้งจนน้ำหายไป น้ำหนักรวมของกล้วยจะลดลงเหลือแค่ประมาณ 30-40 กรัม แต่ "ปริมาณโพแทสเซียมและใยอาหารข้างในยังอยู่เกือบครบเท่าเดิม"

  3.  ผลลัพธ์ต่อกรัม: เมื่อนำกล้วยตากหนัก 1 กรัม ไปเทียบสัดส่วนกับกล้วยสดหนัก 1 กรัม ปรากฏว่ากล้วยตากจะมีโพแทสเซียมและใยอาหารอัดแน่นอยู่ข้างในมากกว่า เนื่องจากไม่มีน้ำหนักของน้ำมาเจือจางเหมือนตอนเป็นผลสด

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

  • กล้วยสด: เหมือนฟองน้ำที่อุ้มน้ำไว้ก้อนใหญ่ ทานเข้าไปแล้วอิ่มน้ำ ได้รับสารอาหารกระจายตัวไปตามปริมาณน้ำ

  • กล้วยตาก: เหมือนฟองน้ำก้อนเดิมที่ถูกบีบน้ำออกจนแห้งสนิทและหดเหลือชิ้นนิดเดียว แต่วัสดุข้างในยังอยู่ครบ เวลาเราเคี้ยวและทานเข้าไปเท่ากัน (เช่น 1 ขีดเท่ากัน) เราจึงได้รับน้ำตาล โพแทสเซียม และใยอาหาร เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่ "เข้มข้นและสูงกว่า" หลายเท่าตัว

ประโยชน์ของกล้วยปิ้ง

  • ยังให้คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร โพแทสเซียม และวิตามินบี 6 จากกล้วย

  • มีความชื้นมากกว่ากล้วยตาก จึงมีพลังงานไม่เข้มข้นเท่าเมื่อเปรียบเทียบในน้ำหนักเดียวกัน

  • เนื้อนุ่ม เคี้ยวง่าย และนับจำนวนลูกเพื่อควบคุมปริมาณได้สะดวก

  • หากปิ้งเปล่า ๆ จะไม่มีน้ำตาล ไขมัน หรือโซเดียมเติมเพิ่ม

กล้วยน้ำว้าสดผลเล็ก น้ำหนักส่วนที่กินได้ประมาณ 40 กรัม อาจให้พลังงานประมาณ 59 กิโลแคลอรีและน้ำตาลประมาณ 9 กรัม เมื่อนำกล้วยลูกเดิมไปปิ้งเปล่า ๆ พลังงานและน้ำตาลรวมยังอยู่ใกล้เคียงเดิม แม้น้ำหนักหลังปิ้งอาจลดลงจากการสูญเสียน้ำ

ประโยชน์ของกล้วยตาก

  • ยังให้ใยอาหาร โพแทสเซียม และสารอาหารจากกล้วย
  • ให้คาร์โบไฮเดรตและพลังงานในปริมาณอาหารที่ไม่มาก
  • เก็บรักษาได้นานและพกพาสะดวกกว่ากล้วยสดหรือกล้วยปิ้ง
  • เหมาะเป็นของว่างก่อนทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงาน หากควบคุมจำนวนชิ้น
  • กล้วยตากธรรมชาติสามารถมีรสหวานได้โดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาล เพราะน้ำตาลในกล้วยเข้มข้นขึ้นหลังสูญเสียน้ำ

คนควบคุมน้ำหนักควรเลือกแบบไหน?

กล้วยปิ้งเปล่าได้เปรียบกว่า เพราะมีน้ำมากกว่าและควบคุมจำนวนได้ง่าย เช่น กินหนึ่งลูกเล็กแทนการหยิบกล้วยตากต่อเนื่องหลายชิ้น อย่างไรก็ตาม กล้วยปิ้งที่ราดน้ำเชื่อม กะทิ หรือเนย อาจให้พลังงานสูงกว่ากล้วยตากธรรมชาติในปริมาณเล็กน้อยได้

กล้วยตากยังกินได้ แต่ควรแบ่งออกจากถุงก่อนรับประทาน และไม่ควรกินเพิ่มจากของว่างเดิม การเลือกชิ้นเล็ก 1–2 ชิ้นมักควบคุมพลังงานได้ง่ายกว่าการกินจนหมดบรรจุภัณฑ์

ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกแบบไหน?

กล้วยปิ้งเปล่าที่ไม่สุกงอมมากมักควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตได้ง่ายกว่า ควรหลีกเลี่ยงน้ำราดและเลือกกินในปริมาณที่สอดคล้องกับแผนอาหาร ส่วนกล้วยตากมีน้ำตาลเข้มข้นและกินหลายชิ้นได้ง่าย จึงต้องระวังจำนวนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานไม่จำเป็นต้องงดกล้วยตากทั้งหมด สามารถเลือกชนิดไม่เติมน้ำตาลและกินในปริมาณเล็กน้อยได้ โดยต้องนับรวมกับข้าว แป้ง ผลไม้ และคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่นในมื้อนั้น

คนออกกำลังกายเลือกแบบไหนดี?

กล้วยตากเหมาะกับผู้ที่ต้องการพลังงานแบบพกพาสะดวก เช่น ก่อนเดินทางหรือทำกิจกรรมต่อเนื่อง เพราะมีคาร์โบไฮเดรตเข้มข้นและไม่ช้ำง่าย ส่วนกล้วยปิ้งเหมาะกับมื้อว่างทั่วไป และช่วยให้อิ่มจากปริมาตรอาหารที่มากกว่า

ผู้ป่วยโรคไตต้องระวังทั้งสองชนิด

โพแทสเซียมไม่ถูกทำลายง่ายด้วยการปิ้งหรือตาก กล้วยทั้งสองแบบจึงยังเป็นแหล่งโพแทสเซียม โดยกล้วยตากอาจมีโพแทสเซียมเข้มข้นกว่าเมื่อเทียบในน้ำหนักเดียวกัน ผู้ป่วยโรคไตที่มีโพแทสเซียมในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม

เลือกซื้ออย่างไรให้ได้กล้วยตากที่ดี?

  • เลือกชนิดที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกล้วยเพียงอย่างเดียว
  • มองหาคำว่าไม่เติมน้ำตาล ไม่ชุบน้ำเชื่อม หรือไม่เติมน้ำผึ้ง
  • ตรวจน้ำตาลทั้งหมดและน้ำตาลเติมเพิ่มบนฉลาก
  • ดูปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยต่อถุง
  • หลีกเลี่ยงชนิดเคลือบช็อกโกแลต น้ำตาล หรือไซรัป หากต้องควบคุมพลังงาน

สรุป กล้วยปิ้งหรือกล้วยตาก แบบไหนดีกว่า?

กล้วยปิ้งเปล่าเหมาะกับการกินเป็นของว่างทั่วไปและผู้ที่ต้องการควบคุมพลังงานหรือน้ำตาล เพราะมีความชื้นมากกว่าและควบคุมจำนวนลูกได้ง่าย ส่วนกล้วยตากมีพลังงานและน้ำตาลเข้มข้นกว่า แต่มีข้อดีด้านการเก็บรักษา การพกพา และการให้พลังงานในปริมาณอาหารที่น้อย

ทั้งสองแบบยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ได้ จุดตัดสินสำคัญจึงอยู่ที่ปริมาณและส่วนผสม กล้วยปิ้งที่ราดน้ำเชื่อมอาจไม่ดีกว่ากล้วยตากธรรมชาติ ขณะที่กล้วยตากไม่เติมน้ำตาลในปริมาณเล็กน้อย ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่าขนมหวานหรือขนมทอดหลายชนิดได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล