12 ความเชื่อผิด ๆ ของการปฐมพยาบาล ช่วยไม่ถูกวิธียิ่งอันตราย เสี่ยงตายกว่าเดิม

12 ความเชื่อผิด ๆ ของการปฐมพยาบาล ทำไม่ถูกวิธีผู้ป่วยยิ่งอันตรายกว่าเดิม
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หลายคนมักรีบช่วยเหลือด้วยวิธีที่เคยได้ยินหรือทำต่อกันมา แม้จะเกิดจากความหวังดี แต่การปฐมพยาบาลผิดวิธีอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น เพิ่มความเสียหาย หรือทำให้การรักษาของแพทย์ยากกว่าเดิม
ต่อไปนี้คือ 12 ความเชื่อและเรื่องที่คนมักสับสนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล พร้อมวิธีรับมือเบื้องต้นที่เหมาะสมกว่า โดยกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ หายใจผิดปกติ เลือดออกรุนแรง หรือมีภาวะคุกคามชีวิต ควรโทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที
1. งูกัด
ความเชื่อผิด: การใช้เชือก สายยาง หรือผ้ารัดขันชะเนาะเหนือรอยงูกัดให้แน่น จะช่วยหยุดพิษไม่ให้ไหลเข้าสู่ร่างกาย
ความจริง: การขันชะเนาะแน่นอาจขัดขวางเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะ ทำให้ปวด บวม และเนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น องค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ให้ใช้สายรัดหลอดเลือดแดงแบบแน่นกับผู้ถูกงูกัด
วิธีที่ควรทำ: ให้ผู้ป่วยอยู่นิ่ง ลดการขยับส่วนที่ถูกกัด ถอดแหวน กำไล หรือนาฬิกาที่อาจรัดเมื่อเกิดอาการบวม ดามแขนขาให้อยู่นิ่ง และรีบนำส่งสถานพยาบาล ไม่ควรกรีดแผล ดูดพิษ ประคบน้ำแข็ง หรือใช้ยาสมุนไพรทาบาดแผล
อ้างอิงข้อมูลจาก : สภากาชาดไทย

2. คนเป็นลมชัก
ความเชื่อผิด: ต้องงัดปากเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกัดหรือกลืนลิ้นของตัวเอง
ความจริง: การใส่ช้อน นิ้ว หรือสิ่งของเข้าไปในปากอาจทำให้ฟันแตก ขากรรไกรบาดเจ็บ สิ่งของหักติดคอ หรือผู้ช่วยถูกกัดได้
วิธีที่ควรทำ:
- ห้ามเอาช้อนหรือวัตถุสิ่งของยัดเข้าไปในปากของผู้ป่วย
- เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศถ่ายเท ห่างไกลจากของมีคม มุมเหลี่ยมที่อาจเป็นอันตรายได้
- เปิดทางหายใจให้ผู้ป่วยด้วยการจับผู้ป่วยให้ค่อยๆ นอนลงในท่าตะแคง ปลดกระดุมคลายเสื้อผ้าให้หลวม
- หลังจากที่ผู้ป่วยหยุดชักแล้วให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิมุต
3. เด็กมีไข้สูง
ความเชื่อผิด: ยิ่งใช้น้ำเย็นจัด ร่างกายยิ่งลดอุณหภูมิได้เร็ว ส่วนแอลกอฮอล์จะช่วยระบายความร้อนออกจากผิวหนัง
ความจริง: น้ำเย็นจัดและน้ำแข็งอาจทำให้เด็กหนาวสั่น ซึ่งทำให้ร่างกายสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น ขณะที่แอลกอฮอล์สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังหรือเข้าสู่ร่างกายจากการสูดดม จนอาจเกิดพิษได้
วิธีที่ควรทำ: หลักการอาบน้ำที่ปลอดภัยเมื่อเด็กเป็นไข้ ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ให้เด็กสวมเสื้อผ้าสบายไม่หนาเกินไป และใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักและคำแนะนำบนฉลาก
การเช็ดตัวจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำเมื่อมีไข้ แต่เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถพิจารณาใช้ร่วมกับยาลดไข้ ซึ่งอาจจะช่วยให้ไข้ลงเร็วขึ้นและสบายตัวขึ้นในช่วงแรก โดยเฉพาะในเด็กที่มีไข้สูงและแสดงอาการไม่สบายตัวจากไข้ หรือใช้เป็นการดูแลเบื้องต้นในขณะที่ไม่มียาลดไข้หรือการรักษาอื่น
การเช็ดตัวที่ถูกต้อง ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น เช็ดอย่างเบามือบริเวณที่เลือดไหลเวียนดี เช่น รักแร้ ซอกคอ ขาหนีบ และควรสังเกตอาการของเด็กและการตอบสนองต่อการเช็ดตัว หากเด็กมีอาการหนาวสั่น หรือร้องมาก ไม่สุขสบายขณะเช็ดตัว ให้หยุดเช็ดตัว
ห้ามเช็ดถูตัวแรง ๆ เพราะจะทำให้เด็กตกใจกลัวและเพิ่มความไม่สุขสบาย และห้ามเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นจัด น้ำแข็ง หรือแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจทำให้หนาวสั่น ร่างกายจะยิ่งสร้างความร้อนเพิ่ม และไม่สบายตัว หรือได้รับอันตรายจากการดูดซึมแอลกอฮอล์
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
4. อาหารหรือสิ่งแปลกปลอมติดคอ
ความเชื่อผิด: เมื่อเห็นคนสำลัก ต้องใช้นิ้วล้วงเข้าไปในคอหรือทุบหลังแรง ๆ
ความจริง: หากผู้ป่วยยังไอแรง พูด หรือหายใจได้ ควรกระตุ้นให้ไอต่อไป การใช้นิ้วล้วงโดยมองไม่เห็นสิ่งอุดตันอาจดันอาหารให้ลึกกว่าเดิม
วิธีที่ควรทำ: กรณีเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
- หาที่นั่ง หรือนั่งคุกเข่า จับเด็กวางนอนคว่ำไว้บนขา (จับเด็กให้มั่นคงระวังเด็กหล่น) จัดให้ศีรษะเด็กให้ต่ำกว่าลําตัว มือที่จับเด็กให้จับที่บริเวณขากรรไกรของเด็ก และประคองคอเด็กไปด้วย (ระวังการจับเด็ก จะต้องไม่เป็นการบีบคอเด็ก)
- ใช้มือข้างที่ถนัดตบหลังเด็ก บริเวณกึ่งกลางสะบักด้วยส้นมืออย่างแรง 5 ครั้ง
- กลับตัวเด็กมานอนหงายโดยเจ็บเด็กให้มั่นคงที่บริเวณท้ายทอยโดยการประคองคอให้ดี
- ใช้นิ้ว 2 นิ้ว ของมืออีกข้าง กดลงบนกึ่งกลางหน้าอกของเด็ก โดยต่ำกว่าระดับหัวนมเด็กเล็กน้อย กดกระแทกอย่างแรง 5 ครั้ง
ทําสลับไปมาระหว่างการตบหลัง 5 ครั้ง และการกด กระแทกหน้าอก 5 ครั้งไปเรื่อยๆ จนเด็กร้องออกมาได้เอง หรือมีสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา ห้ามทําการล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมที่ติดออกมาหากยังมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอมนั้น เพราะจะทําให้สิ่งแปลกปลอมหลุดลงลึกไปอีกหรือทําให้เด็กได้รับบาดเจ็บมากขึ้น
วิธีการช่วยเหลือเมื่อมีของติดคอชนิดรุนแรงในคนที่อายุมากกว่า 1 ปี
ภาพการใช้มือกุมลําคอตัวเอง (เป็นลักษณะที่แสดงออกเหมือนกันทั่วโลกของผู้มีของติดคอ) เมื่อผู้ช่วยเหลือถามผู้ประสบเหตุว่าของติดคอใช่หรือไม่ หากผู้ประสบเหตุเพียงพยักหน้า เนื่องจากพูดไม่ได้ พูดไม่ออก นั่นแสดงว่ามีอาการของติดคอชนิดรุนแรง จึงเริ่มให้การช่วยเหลือ
โดยการเข้าไปด้านหลังผู้ประสบเหตุ อาจจะใช้วิธีคุกเข่าในการช่วยเหลือเด็ก หรือการยืนสําหรับการช่วยเหลือผู้ใหญ่ โอบรอบใต้รักแร้แล้วรัดกระตุกที่หน้าท้อง โดยมือข้างหนึ่งกําแล้ววางไว้เหนือบริเวณสะดือแต่ใต้ลิ้นปี่ มืออีกข้างโอบกําปั้นไว้ วางกําปั้นด้านนิ้วหัวแม่มือเข้าไปด้านในหน้าท้องผู้ประสบเหตุ แล้วให้รัดกระตุกขึ้นและเข้าพร้อมๆ กันแรงๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือจนกว่าผู้ประสบเหตุจะพูดหรือร้องออกมาได้
หลังการช่วยเหลือสําเร็จทุกครั้ง ควรจะนําผู้ประสบเหตุไปตรวจเช็กร่างกายว่ามีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการช่วยเหลือหรือไม่ หากขณะที่ทําการช่วยเหลืออยู่ ผู้ที่ของติดคอหมดสติแน่นิ่งไป ให้รีบทําการช่วยฟื้นชีวิตทันทีตลอดเวลาให้รีบนําส่งโรงพยาบาล หรือให้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจาก 1669 แล้วทําการช่วยฟื้นชีวิตระหว่างรอความช่วยเหลือ
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลรามาธิบดี

5. ก้างปลาติดคอ
ความเชื่อผิด: ข้าวเหนียว ข้าวปั้น หรือขนมปังคำใหญ่จะช่วยกดก้างให้หลุดลงกระเพาะได้
ความจริง: การฝืนกลืนอาหารก้อนใหญ่อาจดันก้างให้ปักลึกกว่าเดิม ทำให้เยื่อบุคอหรือหลอดอาหารบาดเจ็บ และทำให้แพทย์นำก้างออกยากขึ้น การดื่มน้ำส้มสายชูก็ไม่สามารถทำให้ก้างละลายได้ มีแต่ยิ่งระคายเคืองทางเดินอาหาร
วิธีที่ควรทำ: หยุดกินอาหารและบ้วนอาหารที่เหลือออก หากยังหายใจได้ให้ลองไอเบา ๆ แต่ไม่ควรใช้นิ้วหรืออุปกรณ์คีบก้างแบบมองไม่เห็น หรือการนวดหรือบีบคอจากภายนอก เพราะจะทำให้ก้างปลาทิ่มลึกลงไปมากกว่าเดิม หากยังเจ็บเฉพาะจุด กลืนลำบาก มีเลือดออก เจ็บหน้าอก หรือกินน้ำไม่ได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อส่องตรวจและนำก้างออก การปล่อยก้างปลาติดคอเป็นระยะเวลานาน นอกจากจะทำให้เจ็บ ทำให้เกิดแผล เกิดการติดเชื้อ เกิดภาวะแทรกซ้อน เป็นหนองในลำคอ ลุกลามไปสู่ช่องอกได้
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาดไทย
6. ไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
ความเชื่อผิด: ยาสีฟันช่วยลดความร้อน ส่วนการวางน้ำแข็งลงบนแผลโดยตรงจะทำให้แผลหายแสบร้อนเร็วขึ้น
ความจริง: ยาสีฟัน ครีม น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาจกักความร้อนและปนเปื้อนแผล ส่วนน้ำแข็งอาจทำให้หลอดเลือดหดตัวและทำร้ายเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น
วิธีที่ควรทำ: เปิดน้ำสะอาดอุณหภูมิเย็นปกติให้ไหลผ่านบริเวณแผล ถอดเครื่องประดับและเสื้อผ้าบริเวณใกล้เคียงก่อนเกิดอาการบวม ไม่ดึงสิ่งที่ติดกับผิวหนังออก ไม่ควรเจาะตุ่มพุพอง ไม่ควรนำตัวยา/สารใด ๆ ทาลงบนบาดแผล เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อบาดแผล เพิ่มโอกาสการเกิดบาดแผลติดเชื้อ และทำให้รักษาได้ยากขึ้น
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลนครธน

7. แผลสด
ความเชื่อผิด: ยิ่งแสบยิ่งแปลว่าฆ่าเชื้อได้ดี จึงควรเทแอลกอฮอล์ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือยาฆ่าเชื้อลงในแผลโดยตรง
ความจริง: สารฆ่าเชื้อบางชนิดสามารถระคายเคืองและทำลายเซลล์ที่กำลังช่วยซ่อมแซมบาดแผล ไม่แนะนำให้ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์หรือไอโอดีนภายในแผล เพราะอาจทำให้แผลระคายเคือง
วิธีที่ควรทำ:
- ห้ามเลือดทันที หากเป็นแผลฉีกขาดลึก ใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้แน่นๆ อย่างต่อเนื่องประมาณ 3-5 นาที หากเลือดหยุดให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ถ้าเลือดยังไม่หยุด ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว โดยเฉพาะในผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกร็ดเลือด
- ล้างแผลให้สะอาด หากเป็นแผลถลอกให้เริ่มต้นโดยล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือทางการแพทย์ (Normal Saline Solution; NSS) ช่วยชะล้างเศษฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากแผล โดยต้องล้างมือก่อนดูแลแผล
- ทายาฆ่าเชื้อ ใช้ยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ทารอบแผล
- ปิดแผล ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ที่สะอาด และเปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวัน หากแผลลึกหรือกว้างมาก แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจประเมินว่าจำเป็นต้องเย็บแผลหรือไม่
- สังเกตอาการ หากมีอาการปวดแผลเพิ่มขึ้น บวม แดง หรือมีหนอง ให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อหรือมีปัญหาอื่นแทรกซ้อน
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
8. มีของแหลมคมแทงคาอยู่ที่แผล
ความเชื่อผิด: ต้องรีบดึงมีด เศษกระจก เหล็ก หรือวัตถุที่แทงคาอยู่ในบาดแผลออกก่อนพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล
ความจริง: วัตถุที่แทงคาอยู่อาจกำลังกดหลอดเลือดและช่วยชะลอการเสียเลือด การดึงออกอาจทำให้เลือดไหลรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น ดังนั้นคำแนะนำว่า “ห้ามดึงวัตถุออก” ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
วิธีที่ควรทำ: โทร 1669 ห้ามกดลงบนวัตถุโดยตรง ให้ใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณรอบ ๆ เพื่อควบคุมเลือดออก และให้หาอุปกรณ์ผ้าดามวัสดุให้อยู่นิ่งเพื่อช่วยพยุงไม่ให้วัตถุเคลื่อน ห้ามตัดหรือขยับวัตถุ เว้นแต่เจ้าหน้าที่กู้ชีพหรือแพทย์เป็นผู้ดำเนินการ
อ้างอิงข้อมูลจาก : ห้องฉุกเฉินต้องรู้
9. ผู้บาดเจ็บบนถนน
ความเชื่อผิด: การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกจากรถหรือพื้นถนนทันที เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำเสมอ เพื่อความปลอดภัย
ความจริง: ผู้ประสบอุบัติเหตุอาจมีการบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง หรือกระดูกหัก การลาก อุ้ม หรือบิดตัวโดยไม่มีความจำเป็นอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น แนวทางปฐมพยาบาลแนะนำให้ผู้ที่สงสัยบาดเจ็บบริเวณศีรษะ คอ หรือหลังอยู่ในท่าเดิม เว้นแต่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายเพื่อความปลอดภัย เปิดทางเดินหายใจ ทำ CPR หรือควบคุมเลือดออก
วิธีที่ควรทำ: ตรวจสอบก่อนว่าบริเวณเกิดเหตุปลอดภัยหรือไม่ โทร 1669 และเตือนรถคันอื่นโดยไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย หากไม่มีไฟไหม้ รถเสี่ยงระเบิด น้ำท่วม หรืออันตรายที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเอง แต่ให้ประคองศีรษะและคอให้อยู่นิ่งจนเจ้าหน้าที่มาถึง
อ้างอิงข้อมูลจาก : ห้องฉุกเฉินต้องรู้
10. เลือดกำเดาไหล
ความเชื่อผิด: การเงยหน้าจะช่วยให้เลือดหยุดไหลและไม่ไหลออกมาให้เห็น
ความจริง: เลือดอาจไหลลงคอ ทำให้สำลัก คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้ วิธีที่ถูกคือให้นั่งตัวตรงและโน้มศีรษะไปด้านหน้าเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่าคำแนะนำว่า “ต้องก้มหน้า อย่าเงยหน้า” เป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความเชื่อผิด
วิธีที่ควรทำ: เมื่อเลือดกำเดาไหลให้ก้มหน้าลง แล้วใช้มือบีบบริเวณปีกจมูกทั้ง 2 ข้างประมาณ 5 นาที วิธีนี้เป็นการห้ามเลือดด้วยการกดบริเวณหลอดเลือดฝอยส่วนปลาย เกล็ดเลือดจะมาอุดบริเวณเส้นเลือดฝอยทำให้เลือดหยุดไหลได้ นอกจากนี้ อาจใช้น้ำแข็งมาประคบบริเวณสันจมูกหรือปีกจมูกด้วยก็ได้ เพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น หากเลือดออกมาก เวียนศีรษะ เกิดหลังอุบัติเหตุ หรือไม่หยุดภายในเวลาที่เหมาะสม ควรไปโรงพยาบาล
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

11. คนกินสารพิษ กินยาเกินขนาด
ความเชื่อผิด: ยิ่งทำให้อาเจียนเร็วเท่าไร สารพิษก็จะออกจากร่างกายมากขึ้นเท่านั้น
ความจริง: ผู้ป่วยต้องงดน้ำ งดอาหาร ห้ามล้วงคอให้อาเจียน การอาเจียนทำให้สารพิษที่ไม่ว่าจะเป็นกรดหรือด่างที่อยู่ในทางเดินอาหารเกิดการสำลักเข้าไปในปอด เกิดปอดอักเสบหรือปอดติดเชื้อได้
วิธีที่ควรทำ: เก็บภาชนะ ฉลาก หรือข้อมูลของสารที่กลืนไว้ แจ้งชนิด ปริมาณ และเวลาที่ได้รับสารแก่เจ้าหน้าที่ ไม่ควรให้กินอาหาร เครื่องดื่ม หรือ ยา และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
12. คนจมน้ำ
ความเชื่อผิด: การอุ้มพาดบ่า จับห้อยหัว หรือกระแทกกระทุ้ง ช่วยให้น้ำไหลออกจากท้อง
ความจริง: เสี่ยงทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองช้าลง เสียเวลาช่วยชีวิต และอาจทำให้น้ำสำลักเข้าปอดมากขึ้น เพราะน้ำที่ออกมาคืออยู่ในท้องไม่ใช่ในปอด การช่วยคนจมน้ำคือต้องรีบทำให้กลับมาหายใจเร็วที่สุด
วิธีที่ควรทำ: วิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำ
1. รีบนําผู้ที่จมน้ำออกจากที่เกิดเหตุและให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยจัดท่าให้นอนหงายราบบนพื้นที่มีความแข็ง เช่น บนพื้น บนโต๊ะ หากเคยได้รับการฝึกช่วยชีวิตผู้จมน้ำมาแล้วและผู้ให้การช่วยเหลือมีความแข็งแรง การช่วยหายใจเริ่มได้ตั้งแต่อยู่ในน้ำและให้รีบตัวผู้ป่วยขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว และให้ผู้อื่นรีบโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือและขอรถพยาบาลที่หมายเลข 1669โดยแจ้งสถานการณ์ สถานที่เกิดเหตุและหมายเลขติดต่อกลับ
2. การช่วยชีวิตสามารถทําาได้โดยการกดหน้าอก 30 ครั้ง (กดที่กึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง ลึกมากกว่า 2 นิ้ว อัตราเร็วมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที)
3. สลับกับช่วยหายใจ 2 ครั้ง (โดยใช้มือหนึ่งกดหน้าผาก อีกมือหนึ่งยกคาง มือที่กดหน้าผากบีบจมูกผู้จมน้ำ ประกบปากเป่าลม จนหน้าอกผู้จมน้ำพองขึ้นเล็กน้อย)
ทําการกดหน้าอก 30 ครั้งสลับกับช่วยหายใจ 2 ครั้งไปเรื่อยๆ จนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง หรือหากสามารถนําผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลได้เร็วกว่าก็ให้ทําการช่วยชีวิตตลอดการเดินทางนําส่ง โดยห้ามหยุดเป็นอันขาด
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
หลักสำคัญก่อนลงมือช่วยผู้ป่วย
- ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานที่ก่อนเข้าไปช่วย เพื่อไม่ให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่ม
- ประเมินว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวและหายใจตามปกติหรือไม่
- โทร 1669 เมื่อผู้ป่วยหมดสติ หายใจลำบาก เลือดออกรุนแรง หรือมีภาวะคุกคามชีวิต
- ไม่ให้อาหาร น้ำ หรือยาแก่ผู้ป่วยที่หมดสติ กลืนลำบาก หรืออาจต้องเข้ารับการผ่าตัด
- หลีกเลี่ยงการใช้วิธีพื้นบ้านหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบความปลอดภัย
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ศูนย์สั่งการฉุกเฉินจนกว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึง
สรุป: การปฐมพยาบาลไม่ใช่การรักษาให้หาย แต่เป็นการช่วยลดอันตรายและประคองผู้ป่วยระหว่างรอการรักษา สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การลงมือให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำอย่างถูกวิธี เพราะความช่วยเหลือที่เกิดจากความเข้าใจผิดอาจเปลี่ยนจากการช่วยชีวิตเป็นการเพิ่มความรุนแรงของอาการโดยไม่ตั้งใจ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


