เปิดชื่อผักบำรุงหัวใจ ผู้ชาย vs ผู้หญิง กินไม่เหมือนกัน เลือกให้ถูกได้ผลดีที่สุด

เปิดชื่อผักบำรุงหัวใจ ผู้ชาย vs ผู้หญิง กินไม่เหมือนกัน เลือกให้ถูกได้ผลดีที่สุด

เปิดชื่อผักบำรุงหัวใจ ผู้ชาย vs ผู้หญิง กินไม่เหมือนกัน เลือกให้ถูกได้ผลดีที่สุด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดชื่อผักบำรุงหัวใจ ผู้ชาย vs ผู้หญิง มีฮีโร่ที่แตกต่างกัน เลือกกินถูกชนิด เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด

งานวิจัยที่ติดตามยาวนานถึง 37 ปี พบว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างก็มี "ผักคู่ใจบำรุงหัวใจ" ที่แตกต่างกัน การเลือกกินให้ตรงจุดจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำนักข่าว Life Times (生命时报) ได้รวบรวมงานวิจัยชิ้นใหม่พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญมาแนะแนวทางผ่าน "คู่มือการกินผักและผลไม้" ที่นำไปปฏิบัติได้จริง

ผู้หญิงกินกะหล่ำดอก ผู้ชายกินถั่ว บำรุงหัวใจได้ดีที่สุด

ในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจ เพศชายและเพศหญิงอาจต้องการผักที่แตกต่างกัน งานวิจัยชิ้นใหม่จากอิตาลีที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrición, Metabolismo y Enfermedades Cardiovasculares ระบุว่า ผู้ชายที่เน้นกินพืชตระกูลถั่ว และผู้หญิงที่เน้นกินผักตระกูลกะหล่ำ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดีกว่า

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีดิธ โคแวน (Edith Cowan University) ประเทศออสเตรเลีย ได้วิเคราะห์ข้อมูลโครงการติดตามระยะยาว 37 ปี เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการกินกับตัว ชี้วัดสุขภาพ เช่น รอบเอว ความดันโลหิต คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาลในเลือด

ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจมาก โดยพบว่าในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุราว 20 ปี เกือบ 1 ใน 5 เริ่มมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพแล้ว แต่หากเพิ่มการกินผักที่ "เหมาะสมกับร่างกาย" เข้าไปเพียงวันละ 1 ส่วน ความเสี่ยงในการเกิดโรคจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด:

  • ผู้ชาย: การกินพืชตระกูลถั่วมากขึ้น (เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเลนทิล ถั่วลันเตา) ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

  • ผู้หญิง: การกินผักตระกูลกะหล่ำมากขึ้น (เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี) ช่วยลดสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานและโรคหัวใจในระยะเริ่มต้น

เทเรซา โอซัลลิแวน อธิบายว่า ผู้ชายและผู้หญิงอาจเผาผลาญสารอาหารและสารพฤกษเคมีในผักไม่เหมือนกัน เช่น สารในถั่วอาจส่งผลดีต่อฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ชาย ส่วนสารในผักตระกูลกะหล่ำอาจทำงานสอดคล้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในผู้หญิงได้ดีกว่า

การกินผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ภัยเงียบทำร้ายหัวใจ

ผักและผลไม้คือแหล่งรวมวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด การกินไม่พึงประสงค์จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การกินผักและผลไม้น้อยเกินไปคือ 1 ใน 10 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก โดยคิดเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารประมาณ 19%, โรคหัวใจขาดเลือด 31% และโรคหลอดเลือดสมอง 11%

สอดคล้องกับงานวิจัยในวารสาร BMC Medicine ที่ยืนยันว่า การขาดผักและผลไม้ในชีวิตประจำวันเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยจากสถาบันการแพทย์จีนและโรงพยาบาลปักกิ่งยูเนียน ได้ประเมินข้อมูลระดับโลกช่วงปี 1990–2021 พบว่า ประชากรโลกบริโภคผลไม้เฉลี่ยเพียง 121.8 กรัม/วัน และผัก 212.6 กรัม/วัน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่แนะนำมาก (แนะนำให้กินผัก 306–372 กรัม และผลไม้ 340–350 กรัมต่อวัน) ความบกพร่องนี้นำไปสู่การเสียชีวิตนับล้านราย โดยมี "โรคหัวใจและหลอดเลือด" เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง รองลงมาคือโรคไตจากเบาหวานและโรคมะเร็ง

เปิด "คู่มือการกินผักและผลไม้" จากผู้เชี่ยวชาญโภชนาการ

การดูแลสุขภาพด้วยผักและผลไม้ให้ได้ผลดี มีหลักปฏิบัติ 3 ข้อหลัก ดังนี้:

1. กินทุกวัน ให้ครบทุกมื้อ

  • ปริมาณที่แนะนำ: แนวทางการบริโภคอาหารสำหรับผู้พักอาศัยในจีน (2022) แนะนำให้ผู้ใหญ่กินผักวันละ 300–500 กรัม (โดยเป็นผักสีเข้มครึ่งหนึ่ง) และผลไม้วันละ 200–350 กรัม

  • เทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญ: จางเจียน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ แนะนำให้แบ่งกินผักทุกมื้อ เช่น มื้อเช้าเลือกกินแตงกวา มะเขือเทศ หรือแครอทสดๆ ที่กินง่าย มื้อกลางวันและมื้อเย็นควรมีผักครองพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของจาน

  • สำหรับคนทำงานและผู้สูงอายุ: คนทำงานสามารถพกสลัดผลไม้เป็นของว่างระหว่างวันเพื่อคุมแคลอรี ส่วนผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องเคี้ยว สามารถนำผักและผลไม้มาหั่นละเอียดหรือทำเป็นพูรี เพื่อให้กินง่ายและได้รับสารอาหารครบถ้วน

2. หลากสีสัน หลากหลายชนิด

  • หลักการสีธรรมชาติ: ศ.ฟ่านจื้อหง จากมหาวิทยาลัยเกษตรกรรมจีน เผยว่าผักผลไม้ต่างสีให้สารอาหารต่างกัน:

    • ผักสีเข้ม (ผักโขม, กะหล่ำปลีม่วง): อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ

    • ผักสีส้มเหลือง (แครอท, ฟักทอง): เด่นเรื่องเบต้าแคโรทีน

    • ผลไม้สีม่วง (องุ่น, บลูเบอร์รี่): อุดมด้วยแอนโทไซยานิน

  • แนวปฏิบัติ: ควรเลือกกินผักหมุนเวียนสลับกันอย่างน้อย 3–5 ชนิดต่อวัน ส่วนผลไม้เลือกตามฤดูกาลวันละ 1–2 ชนิด เพื่อความสดใหม่และสารอาหารที่คุ้มค่า

3. จับคู่อย่างฉลาด ปรุงถูกวิธีไม่ให้คุณค่าหลุดลอย

  • การจับคู่อาหาร: เพิ่มผักลงในเมนูเนื้อสัตว์เพื่อความสมดุล เช่น ใส่เห็ดหอม แครอท หรือหน่อไม้ในเมนูตุ๋น, เพิ่มผักในไส้เกี๊ยว/ซาลาเปา, หรือใช้ใบผักห่อเนื้อกินแทนแป้ง

  • เทคนิคการปรุงเพื่อรักษาคุณค่า: หลีกเลี่ยงการคั้นน้ำผลไม้เพราะจะเสียใยอาหาร และอย่าปอกเปลือกผลไม้ทิ้งหากกินทั้งเปลือกได้ (เพียงล้างให้สะอาด) เพื่อสงวนสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์

    • วิธีการปรุงผักที่ดีที่สุดคือ การนึ่ง ต้ม หรือผัดไฟแรงอย่างรวดเร็ว เพื่อจำกัดการสูญเสียวิตามินและสารอาหารสำคัญ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล