"เจลาโต้" ทำไมแพงกว่าไอศกรีม? เปิดความต่าง พรีเมียมกว่าจริง หรือแค่การตลาด

"เจลาโต้" ทำไมแพงกว่าไอศกรีม? เปิดความต่าง พรีเมียมกว่าจริง หรือแค่การตลาด

"เจลาโต้" ทำไมแพงกว่าไอศกรีม? เปิดความต่าง พรีเมียมกว่าจริง หรือแค่การตลาด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไม “เจลาโต้” ถึงแพงกว่าไอศกรีมทั่วไป? คำตอบไม่ได้มีแค่ภาพลักษณ์พรีเมียม

เมื่อเดินเข้าไปในร้านเจลาโต้ หลายคนอาจสะดุดใจกับราคาต่อถ้วยที่สูงกว่าไอศกรีมตามร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งที่หน้าตาและวิธีรับประทานดูคล้ายกัน จนเกิดคำถามว่า ความแตกต่างนี้มาจากคุณภาพจริง หรือเป็นเพียงการตลาดที่ทำให้ขนมหวานสัญชาติอิตาลีดูหรูหราขึ้น

ความจริงคือ ราคาของเจลาโต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งสูตร วัตถุดิบ ปริมาณอากาศในเนื้อผลิตภัณฑ์ วิธีผลิต อุณหภูมิในการเก็บและเสิร์ฟ ตลอดจนขนาดของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เจลาโต้ทุกแบรนด์จะผลิตด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผู้บริโภคจึงควรดูส่วนประกอบและคุณภาพของแต่ละร้านร่วมด้วย

 

เจลาโต้กับไอศกรีมต่างกันอย่างไร?

คำว่า เจลาโต Gelato ในภาษาอิตาลีหมายถึงของหวานแช่แข็ง โดยเจลาโต้แบบดั้งเดิมมักใช้นมเป็นส่วนประกอบหลักและใช้ครีมน้อยกว่าไอศกรีมสไตล์อเมริกัน จึงมักมีปริมาณไขมันต่ำกว่า แต่มีเนื้อสัมผัสแน่น นุ่ม และยืดหยุ่นกว่า

อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญคือปริมาณอากาศที่ผสมระหว่างการปั่น หรือที่เรียกว่า Overrun เจลาโต้โดยทั่วไปมีอากาศผสมน้อยกว่าไอศกรีมอุตสาหกรรม จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ในปริมาตรเท่ากันมีความหนาแน่นและน้ำหนักมากกว่า อย่างไรก็ตาม สูตรของแต่ละแบรนด์อาจแตกต่างกัน และไอศกรีมพรีเมียมบางชนิดก็มีปริมาณอากาศต่ำใกล้เคียงกับเจลาโต้ได้เช่นกัน

1. วัตถุดิบจริงอาจมีต้นทุนสูง

เจลาโต้แบบคราฟต์หรือร้านที่ผลิตเองมักชูรสชาติจากวัตถุดิบจริง เช่น ถั่วพิสตาชิโอบด เฮเซลนัต ช็อกโกแลต โกโก้ วานิลลา หรือผลไม้สดตามฤดูกาล วัตถุดิบบางชนิดมีราคาสูงและต้องใช้ในสัดส่วนมากพอ จึงจะให้รสชาติเด่นชัดโดยไม่พึ่งกลิ่นสังเคราะห์มากเกินไป

ตัวอย่างเช่น เจลาโต้รสพิสตาชิโอที่ใช้ถั่วบดจริง ย่อมมีต้นทุนแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพียงกลิ่น สี และน้ำตาล เช่นเดียวกับซอร์เบตผลไม้ หากใช้เนื้อและน้ำผลไม้สดในปริมาณมาก ราคาวัตถุดิบก็จะผันผวนตามฤดูกาล คุณภาพ และแหล่งผลิต

อย่างไรก็ตาม คำว่า “เจลาโต้” ไม่ได้รับประกันว่าผลิตภัณฑ์ทุกถ้วยจะใช้วัตถุดิบสดหรือไม่มีสารปรุงแต่ง ผู้ผลิตบางรายอาจใช้เบสสำเร็จรูป น้ำเชื่อม กลิ่น สี หรือสารช่วยควบคุมเนื้อสัมผัสได้ ผู้บริโภคจึงควรดูข้อมูลจากร้านและรายการส่วนประกอบ ไม่ควรตัดสินจากชื่อหรือราคาเพียงอย่างเดียว

2. เนื้อแน่นกว่า เพราะมีอากาศผสมน้อย

ระหว่างการผลิตของหวานแช่แข็ง เครื่องปั่นจะทำให้อากาศเข้าไปอยู่ในส่วนผสม ปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากอากาศเรียกว่า Overrun หากส่วนผสมเริ่มต้นมีปริมาตร 1 ลิตร และหลังปั่นกลายเป็น 1.5 ลิตร จะเท่ากับมี Overrun ประมาณ 50%

เจลาโต้จำนวนมากมี Overrun อยู่ในระดับต่ำ โดยแหล่งข้อมูลด้านอาหารหลายแห่งระบุช่วงประมาณ 20-40% ขณะที่ไอศกรีมอุตสาหกรรมบางประเภทอาจมีอากาศมากกว่านั้นอย่างชัดเจน และผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมี Overrun ใกล้ 100% ซึ่งหมายถึงปริมาตรหลังปั่นเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า

ดังนั้น เจลาโต้หนึ่งถ้วยจึงอาจมีเนื้อผลิตภัณฑ์จริงและมีน้ำหนักมากกว่าไอศกรีมที่มีปริมาตรเท่ากัน การเปรียบเทียบจากขนาดถ้วยหรือจำนวนสกู๊ปเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่สะท้อนปริมาณที่ได้รับทั้งหมด

แต่ไม่ควรสรุปว่าอากาศในไอศกรีมคือการ “ปลอมปน” เพราะอากาศเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้เนื้อไอศกรีมนุ่ม ตักง่าย และไม่แข็งเป็นก้อน ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตต้องการ เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ที่มีอากาศมากจะมีน้ำหนักต่อปริมาตรน้อยกว่าเท่านั้น

3. ผลิตครั้งละน้อย ต้นทุนต่อถ้วยจึงสูงกว่า

ร้านเจลาโต้ขนาดเล็กจำนวนมากผลิตสินค้าเป็นรอบสั้นๆ หรือทำครั้งละไม่มาก เพื่อปรับรสชาติให้เหมาะกับวัตถุดิบและรักษาคุณภาพของเนื้อสัมผัส การผลิตลักษณะนี้ต้องใช้แรงงาน เวลา และการควบคุมสูตรในแต่ละรอบ

เมื่อเทียบกับโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก ใช้สายการผลิตอัตโนมัติ และกระจายสินค้าไปยังหลายพื้นที่ ร้านขนาดเล็กย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดเท่ากัน ค่าแรง ค่าเช่าพื้นที่ และค่าใช้จ่ายหน้าร้านจึงถูกเฉลี่ยอยู่ในราคาของเจลาโต้แต่ละถ้วย

นอกจากนี้ ร้านเจลาโต้ที่มีหลายรสชาติอาจต้องผลิตเบสและเตรียมวัตถุดิบแยกกัน เช่น คั่วถั่ว ปอกและแปรรูปผลไม้ ทำซอส หรือปรับสมดุลน้ำตาลในแต่ละสูตร กระบวนการเหล่านี้ทำให้ต้นทุนสูงกว่าการผลิตสินค้ารสเดียวในปริมาณมาก

4. เจลาโต้ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะกับเนื้อสัมผัส

เจลาโต้มีเนื้อสัมผัสนุ่มและยืดหยุ่น เพราะสูตร ปริมาณอากาศ และอุณหภูมิในการเสิร์ฟทำงานร่วมกัน โดยทั่วไปมักเสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่าไอศกรีมที่เก็บแข็งในช่องแช่แข็งตามบ้าน จึงทำให้เจลาโต้นุ่ม ตักง่าย และรับรู้รสชาติได้ชัดเจนขึ้น

ผู้ผลิตจึงต้องใช้อุปกรณ์ที่ควบคุมอุณหภูมิและเนื้อสัมผัสได้เหมาะสม ตั้งแต่เครื่องปั่น ตู้แช่สำหรับทำให้ผลิตภัณฑ์คงตัว ไปจนถึงตู้โชว์หน้าร้าน การควบคุมอุณหภูมิไม่เหมาะสมอาจทำให้เจลาโต้นิ่มละลายเร็วเกินไป หรือแข็งจนสูญเสียลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์

อุปกรณ์เฉพาะทางเหล่านี้มีทั้งต้นทุนในการซื้อ การบำรุงรักษา และค่าไฟฟ้า ร้านยังต้องจัดการอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ละลายแล้วกลับมาแข็งตัวซ้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่และเนื้อสัมผัสหยาบขึ้น

5. อายุด้านคุณภาพอาจสั้นกว่าสินค้าอุตสาหกรรม

เจลาโต้ที่ผลิตสดไม่ได้หมายความว่าจะเสียภายในหนึ่งหรือสองวันเสมอไป หากจัดเก็บอย่างถูกสุขลักษณะและควบคุมอุณหภูมิได้ดี ผลิตภัณฑ์อาจยังปลอดภัยและเก็บได้นานกว่านั้น แต่คุณภาพด้านความนุ่ม กลิ่น รสชาติ และความละเอียดของเนื้ออาจลดลงเมื่อเก็บเป็นเวลานาน

ปัญหาที่มักพบคือผลึกน้ำแข็งขยายตัว เนื้อสัมผัสหยาบ กลิ่นของวัตถุดิบสดอ่อนลง หรือผิวหน้าแห้งจากการสูญเสียความชื้น ดังนั้น ร้านที่เน้นคุณภาพจึงมักผลิตให้สอดคล้องกับยอดขายและหมุนเวียนสินค้าอยู่เสมอ

หากผลิตมากเกินไปแล้วขายไม่หมด ร้านอาจต้องยอมรับการสูญเสียหรือไม่สามารถขายผลิตภัณฑ์ในคุณภาพเดิมได้ ความเสี่ยงจากสินค้าคงเหลือจึงเป็นอีกต้นทุนหนึ่งที่แตกต่างจากไอศกรีมบรรจุถ้วยในโรงงาน ซึ่งออกแบบสูตรและบรรจุภัณฑ์ให้รองรับการขนส่งและเก็บรักษาระยะยาว

6. ราคาไม่ได้มาจากต้นทุนวัตถุดิบอย่างเดียว

ราคาหน้าร้านยังรวมถึงค่าเช่าพื้นที่ ค่าแรงพนักงาน ค่าตู้แช่ ค่าไฟ บรรจุภัณฑ์ การตกแต่งร้าน การทดลองสูตร และการสูญเสียจากสินค้าที่ขายไม่หมด โดยเฉพาะร้านที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า ย่านท่องเที่ยว หรือพื้นที่ค่าเช่าสูง

ภาพลักษณ์ของแบรนด์และการตลาดก็มีส่วนต่อราคาเช่นกัน เช่นเดียวกับอาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่น เจลาโต้บางร้านอาจตั้งราคาสูงจากทำเล ประสบการณ์ในร้าน หรือชื่อเสียงของผู้ผลิต ไม่ได้หมายความว่าราคาทั้งหมดเกิดจากวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

เจลาโต้ราคาแพง แปลว่าดีกว่าเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอไป ราคาสูงไม่ได้รับประกันว่าเจลาโต้จะใช้วัตถุดิบแท้ทั้งหมด หรือมีคุณภาพดีกว่าไอศกรีมทุกชนิด เพราะไอศกรีมพรีเมียมบางแบรนด์ก็ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง มีอากาศผสมน้อย และผลิตด้วยกระบวนการซับซ้อนได้เช่นกัน

เมื่อต้องการเลือกเจลาโต้ที่คุ้มราคา อาจพิจารณาจากรสชาติที่เป็นธรรมชาติ เนื้อสัมผัสละเอียด ไม่เป็นเกล็ดน้ำแข็ง กลิ่นไม่ฉุนผิดปกติ และข้อมูลที่ร้านเปิดเผยเกี่ยวกับวัตถุดิบ หากเป็นรสถั่วหรือผลไม้ ควรรับรู้รสของวัตถุดิบหลักได้ชัดเจน ไม่ใช่มีเพียงความหวานหรือกลิ่นแต่งนำหน้า

ส่วนเจลาโต้ที่กองสูงเหนือขอบถาดไม่ได้แปลว่าสดหรือมีคุณภาพดีกว่าเสมอไป เพราะรูปลักษณ์ขึ้นอยู่กับสูตร อุณหภูมิ และการจัดแสดงของแต่ละร้าน สิ่งสำคัญกว่าคือการควบคุมความเย็น ความสะอาด และการหมุนเวียนผลิตภัณฑ์

ทำไมเจลาโต้จึงมักมีราคาแพงกว่า?

เจลาโต้แบบคราฟต์มักมีราคาสูงกว่าไอศกรีมทั่วไป เพราะอาจใช้วัตถุดิบจริงในสัดส่วนสูง มีอากาศผสมน้อยจึงได้เนื้อผลิตภัณฑ์ที่แน่นกว่า ผลิตครั้งละไม่มาก และต้องควบคุมอุณหภูมิกับคุณภาพอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าเจลาโต้ทุกถ้วยมีคุณภาพสูง หรือไอศกรีมราคาถูกมีแต่อากาศ เพราะทั้งสองประเภทมีหลายระดับราคาและหลายวิธีผลิต สิ่งที่ผู้บริโภคจ่ายจึงไม่ใช่แค่คำว่า “เจลาโต้” แต่รวมถึงวัตถุดิบ ปริมาณผลิตภัณฑ์จริง ฝีมือในการผลิต ความสด ทำเล และประสบการณ์ของร้านด้วย

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล