“กลิ่นแก่” มีจริงไหม? แพทย์ตอบชัด ที่แท้คืออะไร ทำไมผู้สูงอายุกลิ่นตัวเปลี่ยน

“กลิ่นแก่” มีจริงไหม? แพทย์ มช. เผยสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ เกิดจากอะไร ทุกคนต้องเจอหรือไม่ พร้อมวิธีลดกลิ่นตัวผู้สูงอายุ
หลายคนอาจเคยสังเกตว่าผู้สูงอายุบางคนมีกลิ่นตัวเฉพาะ จนเกิดคำเรียกติดปากว่า “กลิ่นแก่” และทำให้เข้าใจไปว่าเป็นเพราะอาบน้ำไม่สะอาดหรือดูแลสุขอนามัยไม่ดี แต่ความจริงแล้ว กลิ่นลักษณะนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุทุกคน
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 รศ.นพ.พีระศักดิ์ เลิศตระการนนท์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นตัวเมื่ออายุมากขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรถูกนำไปใช้ล้อเลียนหรือตัดสินว่าผู้สูงอายุไม่รักษาความสะอาด เพราะยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยอีกหลายด้าน
“กลิ่นแก่” เกิดจากอะไร?
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านฮอร์โมน การผลัดเซลล์ผิว การทำงานของต่อมต่างๆ และส่วนประกอบของไขมันที่อยู่บนผิวหนัง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้กลิ่นตัวของแต่ละคนแตกต่างไปจากช่วงวัยหนุ่มสาว
หนึ่งในสารที่ถูกนำมาอธิบายปรากฏการณ์นี้คือ 2-Nonenal หรือ ทู-โนนีนาล ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแอลดีไฮด์ที่เกิดจากกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัวบริเวณผิวหนัง โดยมีกลิ่นที่ถูกอธิบายว่าคล้ายกลิ่นมัน กลิ่นหญ้า หรือกลิ่นอับอ่อนๆ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Investigative Dermatology เมื่อปี 2001 วิเคราะห์กลิ่นตัวของผู้เข้าร่วมอายุระหว่าง 26-75 ปี และตรวจพบสาร 2-Nonenal ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ขณะที่ปริมาณของสารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีอายุเกิน 40 ปีจะต้องมีกลิ่นเหมือนกันทั้งหมด

ผู้สูงอายุทุกคนมีกลิ่นลักษณะนี้หรือไม่?
คำตอบคือไม่ เพราะกลิ่นตัวเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจไม่มีกลิ่นผิดปกติเลย ขณะที่บางคนอาจมีกลิ่นชัดกว่าคนอื่น แม้จะดูแลความสะอาดเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม
ความแตกต่างอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม สุขภาพโดยรวม สภาพผิว การใช้ยา โรคประจำตัว อาหาร การออกกำลังกาย เสื้อผ้า สภาพแวดล้อม และวิธีดูแลสุขอนามัย จึงไม่ควรสรุปจากอายุเพียงอย่างเดียวว่าบุคคลนั้นจะต้องมีกลิ่นตัวแบบใดแบบหนึ่ง
กลิ่นตัวเปลี่ยนกะทันหัน อาจไม่ใช่เพราะอายุ
แม้กลิ่นตัวจะเปลี่ยนแปลงได้ตามวัย แต่หากพบว่ากลิ่นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รุนแรงผิดปกติ หรือเกิดขึ้นพร้อมกับอาการอื่น ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียง “กลิ่นแก่” แล้วปล่อยไว้โดยไม่ตรวจหาสาเหตุ
ภาวะสุขภาพบางอย่างอาจทำให้กลิ่นจากผิวหนัง ลมหายใจ แผล หรือของเสียจากร่างกายเปลี่ยนไป เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับ การติดเชื้อ แผลเรื้อรัง และปัญหาสุขภาพช่องปาก อย่างไรก็ตาม กลิ่นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ จำเป็นต้องประเมินร่วมกับอาการและการตรวจจากแพทย์
หากมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอ่อนเพลียมาก บวม น้ำหนักเปลี่ยนโดยไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ แผลไม่หาย หรือสุขภาพโดยรวมเปลี่ยนไป ควรพาไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
อาบน้ำอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องดูแลสิ่งรอบตัวร่วมด้วย
การลดกลิ่นตัวในผู้สูงอายุควรดูแลหลายด้านร่วมกัน เริ่มจากการอาบน้ำและทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ และใต้ราวนม ซึ่งเป็นจุดที่มีความชื้นสะสมได้ง่าย
ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นประจำ และซักทำความสะอาดผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และปลอกหมอนอย่างสม่ำเสมอ เพราะกลิ่นอาจสะสมอยู่ในเนื้อผ้าหรือภายในห้อง ไม่ได้มาจากร่างกายเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม ออกกำลังกายตามสภาพร่างกาย ควบคุมโรคประจำตัว และเข้ารับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อย ลูกหลานอาจต้องช่วยดูแลเรื่องการอาบน้ำ เสื้อผ้า และเครื่องนอนด้วยความระมัดระวัง
อย่าเริ่มต้นด้วยคำว่า “ตัวเหม็น”
อีกประเด็นสำคัญที่ รศ.นพ.พีระศักดิ์ เน้นย้ำคือวิธีสื่อสาร เพราะผู้สูงอายุบางคนอาจไม่ทันสังเกตว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนไป รวมถึงอาจมีความสามารถในการรับกลิ่นลดลงตามวัย
การพูดตรงๆ ว่า “ตัวเหม็น” หรือถามตำหนิว่า “ทำไมไม่อาบน้ำ” อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอับอาย สูญเสียความมั่นใจ และรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นภาระ ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหรือการละเลยของท่าน
วิธีที่เหมาะสมกว่าคือเริ่มต้นจากความห่วงใย และเสนอความช่วยเหลือโดยไม่เน้นย้ำเรื่องกลิ่น เช่น
- “ช่วงนี้อากาศร้อน เดี๋ยวหนูช่วยเตรียมน้ำให้อาบนะ”
- “เราเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่กัน จะได้สบายตัวขึ้น”
- “หนูซักผ้าห่มกับปลอกหมอนให้แล้ว คืนนี้จะได้นอนสบาย”
หากสงสัยว่ากลิ่นอาจเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว ควรชวนไปพบแพทย์โดยพูดถึงการตรวจสุขภาพโดยรวม แทนการกล่าวโทษหรือย้ำเรื่องกลิ่นจนทำให้ผู้สูงอายุเสียความรู้สึก

ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
การใช้น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นอาจช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้จัดการสาเหตุทั้งหมด บางผลิตภัณฑ์ยังอาจทำให้ผิวผู้สูงอายุที่แห้งและบอบบางอยู่แล้วเกิดการระคายเคืองได้
ก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ควรทดสอบกับผิวบริเวณเล็กๆ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นแรงหรือส่วนผสมระคายเคือง และไม่ควรฉีดน้ำหอมลงบนผิวหรือเสื้อผ้าปริมาณมากเพื่อกลบกลิ่น หากพบผื่น คัน หรือแสบผิว ควรหยุดใช้
“กลิ่นแก่” มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
กลิ่นตัวที่เปลี่ยนแปลงตามอายุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และสาร 2-Nonenal อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลิ่นเฉพาะในคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุบางราย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีกลิ่น หรือกลิ่นทั้งหมดเกิดจากสารชนิดนี้เพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้คำว่า “กลิ่นแก่” เพื่อล้อเลียนหรือตีตราผู้สูงอายุ หากกลิ่นเปลี่ยนแปลงผิดปกติควรตรวจหาสาเหตุ ส่วนการดูแลควรเริ่มจากความเข้าใจ สุขอนามัยที่เหมาะสม และการสื่อสารอย่างอ่อนโยน เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้มีเพียงสุขภาพกาย แต่ยังรวมถึงการได้รับความเคารพในศักดิ์ศรีและความรู้สึกด้วย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


