ทำไม “ว่านหางจระเข้” สมุนไพรมหัศจรรย์ ถึงติดอยู่ในรายชื่อสารก่อมะเร็ง!

ทำไม “ว่านหางจระเข้” สมุนไพรมหัศจรรย์ ถึงติดอยู่ในรายชื่อสารก่อมะเร็ง!

ทำไม “ว่านหางจระเข้” สมุนไพรมหัศจรรย์ ถึงติดอยู่ในรายชื่อสารก่อมะเร็ง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไม “ว่านหางจระเข้” สมุนไพรมหัศจรรย์แห่งผิวพรรณ ถึงติดอยู่ในรายชื่อสารก่อมะเร็ง ใช้อย่างไรถึงปลอดภัย?

“ว่านหางจระเข้” พืชสมุนไพรสามัญประจำบ้านที่ถูกขนานนามว่าเป็น “สมุนไพรมหัศจรรย์จากธรรมชาติ” เพราะไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่รู้ซึ้งถึงสรรพคุณ แต่หลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรีย ต่างก็นำว่านหางจระเข้มาใช้ในตำรับยาและรักษาโรคต่างๆ มานานหลายศตวรรษ ทั้งช่วยสมานแผล บำรุงผิวพรรณ ไปจนถึงบำบัดแผลจากการฉายรังสี

ขณะเดียวกัน องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ได้บรรจุชื่อของ “ว่านหางจระเข้” ลงในรายชื่อสารที่ "อาจก่อมะเร็งในมนุษย์" จนเกิดคำถามว่าแล้วเราจะยังใช้มันได้อย่างปลอดภัยอย่างไร?

แยกส่วนให้ชัด: ว่านหางจระเข้ 1 ใบ ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

ก่อนจะไปดูเรื่องความเสี่ยง เราต้องทำความเข้าใจโครงสร้างของใบว่านหางจระเข้ก่อน เพราะแต่ละส่วนส่งผลต่อร่างกายต่างกันโดยสิ้นเชิง:

  • เจลใส (Inner Leaf Gel): เนื้อวุ้นใสตรงแกนกลางใบ อุดมไปด้วย สารโพลียูโรไนด์ (Polyuronides) และโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ฝาดสมานแผล ห้ามเลือด และช่วยกระตุ้นเซลล์เนื้อเยื่อให้เจริญเติบโต ทำให้แผลหายเร็วขึ้น

  • น้ำยางสีเหลือง (Aloe Latex): ของเหลวสีเหลืองข้น รสขมขื่น อยู่บริเวณใต้เปลือกสีเขียว ส่วนนี้มีสารกลุ่มแอนทราควิโนน โดยเฉพาะสารที่ชื่อว่า "อะโลอิน" (Aloin) ซึ่งมีฤทธิ์เดชรุนแรงในการกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่าย (เป็นยาระบาย)

  • สารสกัดจากทั้งใบ (Whole Leaf Extract): คือการนำทุกส่วนมารวมกัน ทั้งเนื้อเจลและน้ำยาง หากโรงงานผลิตไม่กรองเอาน้ำยางสีเหลืองออกอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้สารอะโลอินตกค้างอยู่ในปริมาณสูง

ความจริงจากห้องแล็บ: สารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B คืออะไร?

องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ได้จัดให้ "สารสกัดว่านหางจระเข้จากทั้งใบ (Whole Leaf Extract)" อยู่ในสารก่อมะเร็ง กลุ่ม 2B แปลว่า "อาจก่อมะเร็งในมนุษย์" (Possibly carcinogenic to humans) ซึ่งหมายความว่า มีหลักฐานในสัตว์ทดลอง แต่หลักฐานในมนุษย์ยังจำกัดมากและยังไม่ยืนยันชัดเจน ไม่ได้แปลว่าจะก่อมะเร็งแน่นอนเหมือนบุหรี่หรือเหล้า

ข้อกังวลนี้มีที่มาจากโครงการพิษวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NTP) ที่ทำการทดลอง "ให้หนูกินสารสกัดจากทั้งใบชนิดไม่แยกน้ำยาง (มีสารอะโลอินสูง) ผสมในน้ำดื่มต่อเนื่องนาน 2 ปี" ผลปรากฏว่าหนูแรตมีเนื้องอกและมะเร็งบริเวณลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น แต่นี่คือเงื่อนไขจากการ "กินสารสกัดทั้งใบที่มีน้ำยางสีเหลืองเจือปน" เท่านั้น

เหรียญสองด้านของสารเคมีใน "ว่านหางจระเข้"

ในขณะที่มันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า สารสกัดบางตัวในว่านหางจระเข้กลับมีประโยชน์ในเชิงการแพทย์อย่างน่าอัศจรรย์ในการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ (ในจานทดลอง):

  1. อะโลอีโมดิน (Aloe-emodin): สารตัวนี้แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบ และพบว่าสามารถลดการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งบางชนิด (เช่น มะเร็งเต้านม, ต่อมลูกหมาก) โดยเข้าไปรบกวนวงจรชีวิตและกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งทำลายตัวเอง (Apoptosis)

  2. อะซีแมนแนน (Acemannan): สารพอลิแซ็กคาไรด์ในเจลใส ที่ช่วยปรับการทำงานและกระตุ้นเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน

พิสูจน์แล้วทางการแพทย์: ราชาแห่งการรักษา "แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก"

ศ.นพ.วิวัฒน์ วิสุทธิโกศล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยทำการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยบาดแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก (ที่มีขนาดบาดแผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 ของร่างกาย) จำนวน 13 ราย โดยเมื่อทาด้วยสารสกัดว่านหางจระเข้และตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่า แผลหายเร็วกว่าการทายาชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ช่วยให้แผลสะอาด และกระตุ้นเนื้อเยื่อที่เสียให้เจริญเติบโตขึ้นใหม่ได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ซึ่ง ว่านหางจระเข้จะใช้ได้ผลดีที่สุดกับบาดแผลที่ไม่เกินระดับที่ 2 เท่านั้น ดังนี้:

  • ระดับที่ 1 (ใช้ได้ดี): ผิวหนังแดง แต่ไม่แตก

  • ระดับที่ 2 (ใช้ได้ดี): มีตุ่มพองพองและหนังแตก

  • ระดับที่ 3 (ควรเลี่ยง): ผิวหนังทุกชั้นถูกทำลายและเป็นแผลเปิดลึก

  • ระดับที่ 4 (ห้ามใช้): ผิวหนังไหม้เกรียมเป็นรอยดำ (ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที)

สรุปให้เคลียร์: ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย 

1. สายทาผิวและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ (ภายนอกร่างกาย): ปลอดภัยหายห่วง!

การนำเจลใสมาทาผิวเพื่อบรรเทาแดดเผา บำรุงผิว ไม่มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งผิวหนัง 

  • หากใช้ใบสด: ต้องปอกเปลือกออกให้หมด และล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้สะอาดที่สุด เพราะน้ำยางอาจทำให้ผิวหนังเกิดอาการแสบ คัน ผื่นแดง หรืออักเสบได้
  • หากใช้แบบเจลสำเร็จรูป: ด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีการผลิตเจลว่านหางจระเข้ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 87.40% ผ่านกระบวนการผลิตที่ดี (GMP) ทำให้คงตัวยาสำคัญอย่างโพลียูโรไนด์และโพลีแซคคาไรด์ไว้ได้ครบถ้วน เนื้อเจลคงตัวนาน และปราศจากการปนเปื้อนจุลินทรีย์ ถือเป็นยาที่ควรมีไว้ประจำบ้าน

2. สายกิน (ภายในร่างกาย): ต้องระวังเป็นพิเศษ!

  • ปอกเปลือกสีเขียวออกให้หมด จนเหลือแต่วุ้นใสล้วน ๆ ล้างซ้ำด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง จนน้ำใสและไม่มีเมือกสีเหลืองหลงเหลือ หากกินสะสมอาจทำให้ปวดบิด ท้องเสียรุนแรง หรือเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันได้
  • ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีอย. ชัดเจน และระบุว่าใช้ "เจลจากเนื้อใบด้านใน" (Inner Leaf Gel) หรือผ่านกระบวนการสกัดสารกลุ่มแอนทราควิโนนออกแล้ว

ใครบ้างที่ห้ามกิน?

หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่กำลังให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัว (โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ) และผู้ที่ต้องใช้ยาประจำตัว โดยเฉพาะยาหัวใจกลุ่ม ดิจอกซิน (Digoxin) ควรงดการกินว่านหางจระเข้ทุกรูปแบบ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์

บทสรุป

ว่านหางจระเข้ "ไม่ได้อันตรายทุกแบบ" และยังคงเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์มหาศาล สิ่งที่เป็นผู้ร้ายและถูกขึ้นบัญชีดำคือ "น้ำยางสีเหลืองใต้เปลือกที่ไม่ได้ผ่านการกรองออก" ต่างหาก ดังนั้น แค่ใช้อย่างถูกวิธี เลือกใช้เนื้อเจลใสบริสุทธิ์ หรือเลือกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน (GMP) คุณก็สามารถใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดนี้ได้อย่างปลอดภัย 100% ครับ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก: ศาสตราจารย์นายแพทย์วิวัฒน์ วิสุทธิโกศล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, IARC, NTP, NCCIH, NIEHS

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล