อย่าคิดว่าแค่แก่! เปิด 3 สัญญาณ "สมองหดตัว" รีบเพิ่ม 4 อาหารนี้ บำรุงสมอง

อย่าคิดว่าแค่แก่! เปิด 3 สัญญาณ "สมองหดตัว" รีบเพิ่ม 4 อาหารนี้ บำรุงสมอง

อย่าคิดว่าแค่แก่! เปิด 3 สัญญาณ "สมองหดตัว" รีบเพิ่ม 4 อาหารนี้ บำรุงสมอง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หลงลืมบ่อย อารมณ์เปลี่ยน เดินช้าลง อย่าคิดว่าแค่แก่! รู้จัก “สมองฝ่อ” และสัญญาณที่ควรระวัง และกิน 4 อาหารนี้บำรุงเพิ่ม

หลายคนมักมองว่าอาการหลงลืมบ่อย อารมณ์แปรปรวน หรือเคลื่อนไหวช้าลง เป็นเรื่องปกติของคนอายุมากขึ้น แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าการทำงานของสมองกำลังเปลี่ยนไป และควรได้รับการประเมินจากแพทย์

หนึ่งในคำที่หลายคนกังวลเมื่อเห็นในผล CT หรือ MRI คือ “สมองฝ่อ” เพราะมักถูกเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์ทันที ทั้งที่จริงแล้วสมองฝ่อไม่ได้แปลว่าเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป และยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้สมองเปลี่ยนแปลงได้ตามวัยหรือจากโรคอื่น ๆ

สมองฝ่อคืออะไร ใช่อัลไซเมอร์หรือไม่?

ภาวะสมองฝ่อ หมายถึงการที่ปริมาตรของสมองลดลง ร่องสมองกว้างขึ้น หรือโพรงสมองใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ซึ่งมักเห็นได้จากการตรวจภาพสมอง เช่น CT scan หรือ MRI โดยเกิดจากการลดลงของเซลล์ประสาทและการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทบางส่วน

สมองฝ่ออาจเกิดได้จาก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกคือการเปลี่ยนแปลงตามวัย ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในผู้สูงอายุ และอาจไม่ได้กระทบชีวิตประจำวันมากนัก ส่วนอีกกลุ่มคือสมองฝ่อที่เกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะผิดปกติ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่สมอง การดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นเวลานาน โรคทางระบบประสาท หรือภาวะสมองเสื่อมบางชนิด

ส่วนโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่ส่งผลต่อความจำ ความคิด พฤติกรรม และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนบางชนิดในสมอง เช่น เบต้า-อะไมลอยด์ และเทา พูดง่าย ๆ คือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จำนวนมากอาจมีสมองฝ่อร่วมด้วย แต่คนที่มีสมองฝ่อในภาพสแกนไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นอัลไซเมอร์ทุกคน

สิ่งสำคัญในการประเมินจึงไม่ใช่ภาพสแกนสมองอย่างเดียว แต่ต้องดูร่วมกับอาการจริง เช่น ความจำ การใช้ภาษา การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน

3 สัญญาณที่อาจบอกว่าสมองกำลังเปลี่ยนไป

1. บุคลิกและอารมณ์เปลี่ยนชัดเจน

หากผู้สูงอายุเริ่มหงุดหงิดง่ายขึ้นผิดปกติ วิตกกังวลมากขึ้น เข้าสังคมน้อยลง ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาไม่นาน ไม่ควรมองว่าเป็นเพียง “นิสัยคนแก่” เสมอไป

อารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนเร็วหรือเปลี่ยนมาก อาจเกี่ยวข้องกับความเครียด ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอน ยา โรคทางกาย หรือความผิดปกติของสมอง การพบแพทย์จะช่วยแยกสาเหตุได้ชัดขึ้น

2. ความจำแย่ลง จนกระทบชีวิตประจำวัน

การลืมเป็นครั้งคราวอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าลืมบ่อยขึ้น เช่น ลืมนัดซ้ำ ๆ ถามคำถามเดิมหลายครั้ง วางของแล้วหาไม่เจอบ่อย จำชื่อคนคุ้นเคยไม่ได้ หรือเริ่มหลงทางในสถานที่ที่เคยไปประจำ ควรเริ่มสังเกตอย่างจริงจัง

หากความจำที่ลดลงเริ่มกระทบการใช้ชีวิต เช่น จัดการเงินไม่ได้ กินยาผิด ลืมปิดเตา หรือทำกิจวัตรเดิม ๆ ได้ยากขึ้น ควรพาไปพบแพทย์ เพราะการตรวจพบเร็วอาจช่วยให้ดูแลและวางแผนได้เหมาะสมขึ้น

3. การเคลื่อนไหวช้าลง ทรงตัวแย่ หรือหกล้มบ่อย

สมองมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการประสานงานของร่างกาย หากเริ่มเดินเซ ล้มบ่อย ก้าวสั้นลง เคลื่อนไหวช้าลง หรือทำกิจกรรมง่าย ๆ เช่น แต่งตัว กินข้าว หรือหยิบจับของได้ยากขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจมาจากกล้ามเนื้อลดลง ข้อเสื่อม เวียนศีรษะ ยา โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง หรือปัญหาทางระบบประสาทอื่น ๆ จึงไม่ควรสรุปเองว่าเป็นแค่ความแก่

4 พฤติกรรมประจำวันที่อาจทำร้ายสมองโดยไม่รู้ตัว

1. กินไขมันทรานส์และอาหารไขมันไม่ดีบ่อยเกินไป

ขนมอบสำเร็จรูป คุกกี้ มาการีน ฟาสต์ฟู้ด และอาหารทอดบางชนิด อาจมีไขมันทรานส์หรือไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หากกินบ่อยเกินไป อาจส่งผลเสียต่อหลอดเลือด หัวใจ และสุขภาพสมองในระยะยาว

ทางที่ดีคืออ่านฉลากอาหาร ลดอาหารทอดซ้ำ ขนมอบสำเร็จรูป และเลือกไขมันดีจากปลา ถั่ว เมล็ดพืช อะโวคาโด หรือน้ำมันพืชที่เหมาะสมในปริมาณพอดี

2. ดื่มแอลกอฮอล์มากหรือดื่มเป็นประจำ

การดื่มแอลกอฮอล์มากต่อเนื่องมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อสมองและระบบประสาท รวมถึงอาจกระทบความจำ การตัดสินใจ การนอน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้

สำหรับผู้ที่ดื่มอยู่ ควรลดปริมาณและความถี่ลง ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยา หรือมีปัญหาการนอนและความจำ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเหมาะสมในการดื่ม

3. กินอาหารแปรรูปขั้นสูงมากเกินไป

อาหารแปรรูปขั้นสูง เช่น ไส้กรอก เฟรนช์ฟรายส์ ไก่ทอด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม ขนมถุง และขนมหวานอุตสาหกรรม มักมีน้ำตาล เกลือ ไขมัน และสารปรุงแต่งสูง แต่ให้สารอาหารที่จำเป็นไม่มากนัก

งานวิจัยบางชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการกินอาหารแปรรูปขั้นสูงในสัดส่วนมากกับการเสื่อมถอยของความสามารถด้านความคิดและความจำ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่ากินครั้งเดียวแล้วทำให้สมองเสื่อม แต่ควรลดความถี่และเพิ่มอาหารสดให้มากขึ้น

4. นอนดึก นอนน้อย หรือหลับไม่มีคุณภาพ

การนอนเป็นช่วงเวลาที่สมองได้ฟื้นตัวและจัดการของเสียบางส่วน หากนอนน้อยเรื้อรัง หรือนอนครบชั่วโมงแต่หลับไม่ลึก อาจทำให้ความจำแย่ สมาธิลดลง อารมณ์แกว่ง และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

ผู้ใหญ่ควรพยายามนอนให้เพียงพอและสม่ำเสมอ หากนอนครบแล้วยังง่วงมาก กรนดัง ตื่นมาปวดหัว หรือมีคนบอกว่าหยุดหายใจขณะหลับ ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือปัญหาการนอนอื่น ๆ

4 กลุ่มอาหารที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพสมอง

1. ปลาทะเลและอาหารที่มีโอเมก้า 3

ปลาที่มีไขมันดี เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน เฮอร์ริง หรือทูน่า เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะ DHA และ EPA ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ประสาทและสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้กินปลา โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันดี ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หากไม่กินปลา อาจเลือกแหล่งไขมันดีอื่น ๆ เช่น วอลนัท เมล็ดเจีย หรือเมล็ดแฟลกซ์ แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้อาหารเสริมโอเมก้า 3

2. ไข่

ไข่เป็นแหล่งของโปรตีน วิตามิน และโคลีน ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ นอกจากนี้ไข่ยังมีลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทต่อสุขภาพตาและอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เบาหวาน หรือโรคไต ควรปรับปริมาณไข่ให้เหมาะกับคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ไม่ควรกินมากเกินไปโดยหวังผลบำรุงสมองเพียงอย่างเดียว

3. ผักใบเขียว

ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ผักกาดเขียว บรอกโคลี หรือผักใบเข้มอื่น ๆ มีโฟเลต วิตามินเค วิตามินอี ลูทีน และสารพฤกษเคมีหลายชนิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีต่อสุขภาพสมอง

งานศึกษาจากกลุ่มนักวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า การกินผักใบเขียวสัมพันธ์กับการเสื่อมถอยทางความคิดที่ช้าลงในผู้สูงอายุ แต่ควรมองเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินโดยรวม ไม่ใช่การกินผักชนิดเดียวแล้วป้องกันโรคได้ทั้งหมด

4. ถั่วและเมล็ดพืช

วอลนัท อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง และถั่วเปลือกแข็งอื่น ๆ มีวิตามินอี แมกนีเซียม ไขมันไม่อิ่มตัว และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจ หลอดเลือด และสมอง

ควรเลือกแบบไม่เคลือบน้ำตาล ไม่เค็มจัด และกินในปริมาณพอดี เพราะถั่วให้พลังงานค่อนข้างสูง หากกินมากเกินไปอาจทำให้พลังงานเกินได้

อาหารอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลสมองหลายด้าน

การกินอาหารที่ดีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสมอง หากอยากรักษาความจำและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ควรดูแลหลายด้านร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย การนอน การจัดการโรคประจำตัว และการใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ

  • ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอ ตามสภาพร่างกาย
  • ควบคุมความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • งดสูบบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์
  • ฝึกสมองด้วยการอ่านหนังสือ เล่นดนตรี เรียนภาษา หรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ
  • พบปะพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อน ลดความโดดเดี่ยว
  • พบแพทย์เมื่อความจำ พฤติกรรม หรือการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปจนกระทบชีวิตประจำวันล
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล