ไรเดอร์วัย 51 ไอไม่หาย ก่อนพบ "มะเร็งปอด" เตือนทำงานกลางแจ้งทำ 4 อย่างนี้ ป้องกันปอด

ไรเดอร์วัย 51 ไอไม่หาย ก่อนพบ "มะเร็งปอด" เตือนทำงานกลางแจ้งทำ 4 อย่างนี้ ป้องกันปอด

ไรเดอร์วัย 51 ไอไม่หาย ก่อนพบ "มะเร็งปอด" เตือนทำงานกลางแจ้งทำ 4 อย่างนี้ ป้องกันปอด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไอเรื้อรังอย่ามองข้าม! พนักงานส่งของคิดว่าแค่แพ้อากาศ ก่อนพบมะเร็งปอด เตือนคนทำงานกลางแจ้งทำ 4 ขั้นตอนป้องกันมลพิษ 

ช่วงอากาศร้อน หลายคนมักมีอาการไอ เจ็บคอ เสียงแหบ หรือปวดหัวจากการตากแดด ฝุ่นควัน ดื่มน้ำเย็นจัด หรือเข้าออกห้องแอร์บ่อย ๆ จนเผลอมองว่าเป็นอาการเล็กน้อยที่เดี๋ยวก็หายเอง

แต่บางครั้ง “ไอเรื้อรัง” อาจไม่ใช่แค่อาการตามฤดูกาล โดยเฉพาะหากเป็นนานหลายสัปดาห์ ร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ได้

พนักงานส่งของไอแห้งนาน 1 เดือน ก่อนพบมะเร็งปอดระยะ 4

สื่อสุขภาพไต้หวันรายงานกรณีชายแซ่เฉิน อายุ 51 ปี ในเมืองซินจู๋ ไต้หวัน ทำงานเป็นพนักงานส่งอาหาร ซึ่งต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนท้องถนน เจอทั้งแดด ความร้อน ฝุ่น และไอเสียจากรถยนต์เป็นเวลานาน

ช่วงหนึ่งเขาเริ่มมีอาการไอแห้งต่อเนื่องนานเกือบ 1 เดือน ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะอากาศร้อน ฝุ่นบนถนน หรือดื่มน้ำเย็นจัดคลายร้อน จึงไม่ได้ไปตรวจทันที แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ ทุกครั้งที่ไอจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงตามมา จนต้องกินยาแก้ปวด

ต่อมาอาการเริ่มหนักขึ้น ร่างกายอ่อนแรง น้ำหนักลดเร็ว และยาแก้ปวดไม่ช่วยเหมือนเดิม เขาจึงไปโรงพยาบาล ผลตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะลุกลาม โดยเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังสมองและตับแล้ว ทำให้การรักษาซับซ้อนกว่าการพบโรคตั้งแต่ระยะแรกมาก

ทำไมคนทำงานกลางแจ้งต้องระวังฝุ่น PM2.5 และไอเสีย

ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน เช่น พนักงานส่งของ คนขับรถ คนงานก่อสร้าง หรืออาชีพที่ต้องอยู่บนถนนทุกวัน อาจมีโอกาสสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลพิษจากการจราจรมากกว่าคนทั่วไป

PM2.5 เป็นฝุ่นขนาดเล็กมาก สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจลึกถึงปอดได้ และงานวิจัยหลายชิ้นเชื่อมโยงการสัมผัส PM2.5 ระยะยาวกับความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงมะเร็งปอด ขณะที่องค์การอนามัยโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศภายนอกเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากหลายโรค รวมถึงมะเร็งปอด

อย่างไรก็ตาม มะเร็งปอดไม่ได้เกิดจากฝุ่นเพียงอย่างเดียว ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังรวมถึงการสูบบุหรี่ ควันบุหรี่มือสอง ประวัติครอบครัว การสัมผัสสารเคมีบางชนิด ควันจากการทำอาหาร และปัจจัยด้านสุขภาพอื่น ๆ ดังนั้น อาการไอเรื้อรังควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ ไม่ใช่สรุปเองว่าเป็นเพราะอากาศหรือฝุ่นเท่านั้น

ไอแบบไหนควรไปพบแพทย์?

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า อาการที่อาจพบในผู้ป่วยมะเร็งปอด ได้แก่ ไอที่ไม่หายหรือแย่ลง เจ็บหน้าอก หายใจสั้น หายใจมีเสียงหวีด ไอมีเลือดปน เหนื่อยล้าตลอดเวลา และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

หากมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรปล่อยไว้นาน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัด

  • ไอต่อเนื่องเกิน 2-3 สัปดาห์ หรือไอแย่ลงเรื่อย ๆ
  • ไอร่วมกับเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
  • ไอมีเลือดปน หรือเสมหะมีเลือดซ้ำ ๆ
  • เสียงแหบเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะถ้าเป็นร่วมกับอาการไอ
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ

มะเร็งปอดระยะแรกมักไม่ส่งสัญญาณชัด

มะเร็งปอดเป็นโรคที่อันตรายส่วนหนึ่งเพราะระยะแรกอาจไม่มีอาการชัดเจน หลายคนจึงรู้ตัวเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว องค์การอนามัยโลกระบุว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของผู้ป่วยและการเสียชีวิตจากมะเร็งทั่วโลก โดยปี 2022 มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 2.5 ล้านราย และเสียชีวิตประมาณ 1.8 ล้านราย

กรณีของพนักงานส่งของรายนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ว่า อาการไอที่เป็นนานผิดปกติไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่หวัด ภูมิแพ้ หรือผลจากอากาศร้อนเสมอไป โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงสูงจากงาน สภาพแวดล้อม หรือประวัติสุขภาพส่วนตัว

ใครบ้างที่ควรระวังมะเร็งปอดเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือเคยสูบบุหรี่มานาน
  • ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด
  • ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรืออยู่บนถนนเป็นเวลานาน เช่น คนขับรถ พนักงานส่งของ คนงานก่อสร้าง
  • ผู้ที่สัมผัสฝุ่น ควัน สารเคมี หรือไอเสียจากการทำงาน
  • ผู้ที่สัมผัสควันจากการทำอาหารเป็นประจำ โดยเฉพาะในพื้นที่ระบายอากาศไม่ดี

ป้องกันปอดจากฝุ่นและมลพิษ ทำได้อย่างไร?

สำหรับคนที่ต้องทำงานนอกบ้านหรืออยู่บนถนนนาน ๆ การลดการสัมผัสฝุ่นและมลพิษเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • เช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน โดยเฉพาะวันที่ PM2.5 สูง
  • ใช้หน้ากากที่กรองฝุ่นละเอียดได้ เช่น N95 หรือ KN95 และสวมให้กระชับใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงเส้นทางหรือช่วงเวลาที่การจราจรหนาแน่น หากทำได้
  • ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
  • ดูแลบ้านและที่ทำงานให้ระบายอากาศดี โดยเฉพาะบริเวณทำอาหาร
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้พอ และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออาจช่วยชะล้างฝุ่นหรือสารระคายเคืองบางส่วนบริเวณโพรงจมูกได้ในบางคน แต่ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นวิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 แทนการใส่หน้ากากหรือหลีกเลี่ยงมลพิษ

ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเมื่อไร?

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่ได้รับการแนะนำในกลุ่มเสี่ยงสูงคือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT Scan (LDCT) ซึ่งช่วยตรวจหาความผิดปกติในปอดได้ละเอียดกว่าการเอกซเรย์ทั่วไปในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม การตรวจ LDCT ไม่ได้เหมาะกับทุกคนโดยอัตโนมัติ CDC ระบุว่าการคัดกรองมะเร็งปอดแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงตามอายุและประวัติการสูบบุหรี่ ส่วนผู้ที่ไม่ได้เข้าเกณฑ์แต่มีความกังวล เช่น มีประวัติครอบครัว ทำงานสัมผัสฝุ่นควันมาก หรือมีอาการไอเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

สรุป ไอเรื้อรังไม่ควรรอให้หายเองเสมอไป

อาการไอในช่วงอากาศร้อนอาจเกิดจากหวัด ภูมิแพ้ ฝุ่น ควัน หรือการระคายเคืองทั่วไปได้ แต่หากไอนานหลายสัปดาห์ ไอแย่ลง หรือมีอาการเตือนร่วม เช่น ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ไอมีเลือดปน น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้เพื่อช่วยป้องกันเบื้องต้น คือ ใช้หน้ากากที่กรองฝุ่นละเอียด ไม่สูบบุหรี่ และเลี่ยงควันมือสอง ดื่มน้ำพักผ่อนให้เพียงพอ และล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

กรณีพนักงานส่งของไต้หวันรายนี้ย้ำให้เห็นว่า “ไอเรื้อรัง” ไม่ใช่อาการที่ควรมองข้าม โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลางแจ้ง เจอฝุ่นควันทุกวัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว การฟังสัญญาณจากร่างกายและตรวจเร็ว อาจช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่ยังรักษาได้ดีกว่า 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล