มะเขือเทศ กินสด VS ปรุงสุก แบบไหนดีต่อร่างกายมากกว่า? หลายคนยังเข้าใจผิด!

มะเขือเทศ กินสด VS ปรุงสุก แบบไหนดีต่อร่างกายมากกว่า? หลายคนยังเข้าใจผิด!

มะเขือเทศ กินสด VS ปรุงสุก แบบไหนดีต่อร่างกายมากกว่า? หลายคนยังเข้าใจผิด!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กินมะเขือเทศสด หรือ มะเขือเทศปรุงสุก แบบไหนได้ประโยชน์มากกว่ากัน? สรุปชัดๆ เลิกเถียงกัน!

ระว่างการกิน "มะเขือเทศสด" กับ "มะเขือเทศปรุงสุก" แบบไหนเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน? นี่คือคำถามคลาสสิกที่สายรักสุขภาพและสาวๆ ที่อยากผิวดีมักจะสงสัย ในความเป็นจริงแล้ว คำตอบไม่ได้มีถูกหรือผิดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคุณค่าทางโภชนาการจะเปลี่ยนไปตามวิธีกินและเป้าหมายในการดูแลสุขภาพของแต่ละคนครับ


เปรียบเทียบชัดๆ มะเขือเทศสด VS ปรุงสุก ดีต่อร่างกายอย่างไร

  • 1. มะเขือเทศสด: ล็อกคุณค่า วิตามินซี สูงเต็มร้อย
    วิตามินซีเป็นสารอาหารที่ไวต่อความร้อนอย่างมาก หากนำมะเขือเทศไปผ่านความร้อนสูงเป็นเวลานาน วิตามินซีบางส่วนจะถูกทำลายไปทันที ดังนั้น หากเป้าหมายของคุณคือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก และบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส การกินมะเขือเทศแบบสดจึงตอบโจทย์ได้ดีที่สุด นอกจากนี้ มะเขือเทศสดยังให้รสชาติที่สดชื่น มีความกรอบตามธรรมชาติ และยังคงเอนไซม์สำคัญในผักสดไว้ครบถ้วน เหมาะสำหรับใส่ในสลัด แซนด์วิช หรือทำน้ำผักผลไม้สกัดเย็น
    ข้อควรระวัง: ก่อนกินสดต้องล้างผ่านน้ำไหลให้สะอาด เด็ดขั้วออก และควรเลือกผลที่สุกตามธรรมชาติ ไม่ควรกินมะเขือเทศที่ยังเขียวอยู่ เพราะมีสารไกลโคแอลคาลอยด์ (Glycoalkaloid) สูง ซึ่งอาจทำให้ระบบย่อยอาหารปั่นป่วนได้หากกินในปริมาณมาก
  • 2. มะเขือเทศปรุงสุก: ปลดล็อก ไลโคปีน สารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
    ความน่าสนใจของมะเขือเทศคือ เมื่อนำไปผ่านความร้อน กระบวนการนี้จะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของมะเขือเทศ ทำให้สาร "ไลโคปีน" (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวท็อป ถูกปล่อยออกมาและทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่าตอนกินสดหลายเท่า ผลวิจัยระบุว่าไลโคปีนมีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ บำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ดังนั้น เมนูประเภทซอสมะเขือเทศ ต้มยำ แกงจืด หรือมะเขือเทศผัดไข่ จึงเป็นแหล่งไลโคปีนที่ดีเยี่ยม
    เคล็ดลับเพิ่มการดูดซึม: เนื่องจากไลโคปีนเป็นสารที่ละลายได้ดีในไขมัน การปรุงมะเขือเทศร่วมกับไขมันดีในปริมาณเล็กน้อย เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันพืช จะยิ่งช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมไลโคปีนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างก้าวกระโดด

ได้ประโยชน์คนละแบบ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

หลายคนเข้าใจผิดว่ามะเขือเทศปรุงสุกมีประโยชน์มากกว่า จึงเลิกกินมะเขือเทศสดไปเลย หรือบางคนก็กลัวเสียคุณค่าทางอาหารจนยอมกินแต่แบบสดเพียงอย่างเดียว ซึ่งทั้งสองแนวคิดนี้ยังไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะการกินสดช่วยให้ได้วิตามินซี ส่วนการกินสุกช่วยให้ได้ไลโคปีน มันคือประโยชน์คนละด้านที่เติมเต็มกันและกัน

นักโภชนาการจึงแนะนำให้รับประทานแบบผสมผสานและมีความหลากหลายในรอบสัปดาห์ เช่น วันนี้กินสลัดมะเขือเทศสด อีกวันดื่มน้ำมะเขือเทศ ส่วนมื้อเย็นทานเมนูผัดหรือต้มที่ใส่วมะเขือเทศ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบทุกกลุ่มอย่างสมดุล


วิธีทานมะเขือเทศให้เซฟและได้ประโยชน์สูงสุด

  • สังเกตช่วงเวลาที่กิน: สำหรับผู้ที่มีปัญหากระเพาะอาหารเซนซิทีฟ หรือมีอาการกรดไหลย้อน ควรหลีกเลี่ยงการกินมะเขือเทศสดในตอนท้องว่าง เพราะความเป็นกรดในมะเขือเทศอาจเข้าไประคายเคืองกระเพาะอาหารจนทำให้รู้สึกแน่นหรือแสบร้อนหน้าอกได้
  • ควบคุมเวลาในการปรุง: ในกรณีที่ปรุงสุก ไม่ควรเคี่ยวมะเขือเทศนานเกินไปหรือใช้ไฟแรงจัดจนเละ เพราะจะทำให้สูญเสียสารอาหารที่ไวต่อความร้อนมากเกินจำเป็น ควรปรุงให้สุกพอดีเพื่อรักษาทั้งรสชาติและคุณค่า
  • เลือกผลที่สุกแดงธรรมชาติ: ควรเลือกซื้อมะเขือเทศที่ผลสุกแดงทั่วทั้งลูก ผิวเต่งตึง ไม่ช้ำ เพราะมะเขือเทศที่สุกแดงตามธรรมชาติจะมีปริมาณไลโคปีนสะสมอยู่สูงกว่าผลที่ยังเขียวหรือผลที่ถูกเร่งให้สุก

บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ: ร่างกายของเราไม่ได้ต้องการการจำกัดว่าต้องกินผักแบบสดหรือสุกเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการกินอาหารที่หลากหลายและสมดุล การสลับเปลี่ยนเมนูมะเขือเทศทั้งแบบสดและแบบสุกเข้าสู่เมนูอาหารในแต่ละสัปดาห์ คือวิธีที่ง่ายและดีที่สุดในการเก็บเกี่ยวคุณค่าสารอาหาร ทั้งวิตามินซีและไลโคปีนจากโภชนาการธรรมชาติได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล