"ยิปซี-นิโคลัส" เปิดบทเรียนรัก 8 ปี เกือบพังเพราะอีโก้! เผยเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้

ยิปซี คีรติ ควงคู่สามี นิโคลัส ฮอว์ เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงอินไซต์ความสัมพันธ์ตลอด 8 ปี เผยเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้ แม้จะผ่านทั้งอุบัติเหตุ ความจำเสื่อมและภาวะซึมเศร้ามาด้วยกัน แต่สิ่งที่เกือบทำให้ความรักต้องจบเพราะอีโก้ ความเห็นต่างและความกดดันสะสมทุกวัน ก่อนทั้งคู่จะตัดสินใจถอยคนละก้าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้เดินต่อได้ และเรียนรู้ว่าความรักที่ยั่งยืนไม่ใช่การเปลี่ยนอีกฝ่าย แต่คือการเติบโตและยืดหยุ่นไปด้วยกัน
มีด้านไหนของตัวเองที่คุณอยากเก่งขึ้นเพื่อรักครั้งนี้ ?
ยิปซี คีรติ : อยากเป็นคนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาจจะด้วยบุคลิกของที่เมื่อก่อนจะเป็นคนที่เหมือนก้อนหิน ไม่ค่อยมีความอ่อนโยนอ่อนนุ่มในตัวเอง ซึ่งเวลาที่เรามาอยู่ในความสัมพันธ์ การมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ความมั่นใจที่มากเกินไป หรืออีโก้ที่มากเกินไป มันไม่เป็นผลดีมีแต่จะชนกัน ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ยิปได้เรียนรู้มาก็ใน 8 ปีนี้ หลัง ๆ เลยพยายามที่จะฝึกตัวเอง โดยที่มีเขาเป็นตัวอย่างด้วยนะ เพราะว่านิคเป็นคนอีกประเภทหนึ่งเลย ตรงข้ามกับยิปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นคนตัวใหญ่ก็จริงแต่ว่าเป็นคนอ่อนนุ่ม เขาเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยนมาก แล้วมันเป็นสิ่งตรงข้ามที่เท่ากันพอดีของยิปเลย เราเห็นเขาแล้วเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากเขา เพื่อที่จะปรับให้ตัวเองมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วพอเราเริ่มเปลี่ยน รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลายเป็นว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ และเอาไปประยุกต์ใช้กับทุกความสัมพันธ์เลยทั้งกับพ่อแม่ เพื่อน หรือแม้กระทั่งในบริบทของการทำงาน แล้วรู้สึกว่ามันทำให้เกิดความสมดุลและความกลมกลืนมากขึ้นในการใช้ชีวิต เลยรู้สึกว่าเป็นทักษะที่อยากเก่งขึ้นในเรื่องนี้ ลองทำแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีกับตัวเอง
นิโคลัส ฮอว์ : ถ้ามองตัวเอง จริง ๆ แล้วผมเป็นคนไม่มีระบบเลย แต่ยิปเป็นคนที่ 100% ต้องมีระบบ กินข้าว ออกกำลังกาย ทุกอย่างต้องมีระบบ เราเรียนรู้จากเขาด้วยว่าเราควรจะมีระบบบ้างก็ดี
ยิปซี คีรติ : ต้องอธิบายว่าของยิปสุดโต่งจริง ๆ คือการที่มีระบบในชีวิตแล้วมันสมดุล แน่นอนมันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ทำให้เราฟังก์ชันอะไรได้อย่างเป็นระเบียบมากขึ้น มีแบบแผน แต่ว่าของเรามันเกินไปตรงที่ว่าเหมือน Control freak แล้วเวลาที่บางอย่างไม่เป็นไปตามที่คิดจะสติแตก กลายเป็นว่าเราเครียด ซึ่งสุดท้ายมันไม่ได้ดีกับตัวเรา คือเมื่อก่อนความยื่นหยุ่นคือศูนย์เลย โทษตัวเองด้วยว่าฉันแย่เอง ฉันทำไม่ได้
ตอนไหนที่เห็นว่าตัวเองเริ่มยืดหยุ่น ?
ยิปซี คีรติ : เพิ่งมายืดหยุ่นจริงๆ หลัง ๆ เองน่าจะ 2-3 ปีมานี้ ตรงที่ว่าการที่เรียนรู้จากเขา ไม่ใช่ว่าเขามาสอนยิป แต่มันเหมือนกับเราอยู่กับใครมาก ๆ เราจะซึมซับความเป็นตัวเขาไปเอง ว่าเวลาเจอเหตุการณ์เดียวกัน ยิปซีตอบสนองแบบนี้ นิคตอบสนองแบบนี้ แล้วเราเห็นเลยว่าต่างกันมาก แต่คนที่ทุกข์มากคือเรา คนที่ยังแฮปปี้อะไรได้คือเขา มันสถานการณ์เดียวกัน แต่วิธีเราคือมีแต่ความทุกข์ แต่ของเขาคือเขาดูสบายดี เราเลยรู้สึกว่าลองเปลี่ยนวิธีดูบ้างไหม ซึ่งพอเปลี่ยนแล้วมันก็ได้ผลมาก ๆ พอเปลี่ยนมาใช้วิธีแบบเขา ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะมาก
นิโคลัส ฮอว์ : ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เพิ่งได้เรียนรู้คือ ผมเคยมองเธอเป็นคนเดิมอยู่ตลอด เหมือนเธอยังเป็นคนที่เคร่งครัดเหมือนวันแรกที่เราเจอกัน และผมก็ไม่เคยเปิดพื้นที่ให้เธอได้เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงเลย ผมว่าหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ เรามักติดอยู่กับภาพจำของคนรักตั้งแต่วันแรกที่รู้จัก จนลืมไปว่าคนเราย่อมเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ และเติบโตอยู่เสมอ แต่เราไม่ยอมให้พื้นที่เขาได้เป็นคนใหม่ สุดท้ายก็กลายเป็นว่า เราเป็นคนที่ฉุดรั้งเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คือวันแต่งงานของเราตอนที่กำลังตัดเค้ก เค้กกลับหล่นลงพื้นเสียก่อน ตอนนั้นในหัวผมมีแต่ความคิดว่า “แย่แล้ว...ผมทำงานแต่งพังหมดแล้ว” แต่พอหันไปมองเธอ เธอกลับยิ้ม หัวเราะ และดูมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ วินาทีนั้นเองที่ผมได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเอาความกลัวของตัวเองไปครอบเธอ ผมคิดแทนว่าเธอคงต้องรู้สึกว่า “มันไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น” ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้นเลย ผมต่างหากที่ยึดติดกับภาพเก่าของเธอ จนไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เป็นตัวของตัวเอง ในแบบที่เธอเติบโตขึ้นมาเป็นแล้ว
ยิปซี คีรติ : เพิ่งเห็น เพราะว่าพอดีมันมีช่างภาพกดถ่ายรูปในรัว ๆ ในโมเมนต์นั้นที่เค้กคว่ำ แล้วหน้านิคเหวอมาก ในรูปมันยังบันทึกภาพไว้อยู่ หน้านิคสะพรึง เหมือนแบบแย่แล้ว แต่หน้ายิปกำลังยิ้มอยู่
คำพูดแบบไหนจากคนรักที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยในวันที่คุณเปราะบาง ?
นิโคลัส ฮอว์ : ผมว่าประโยคที่จำได้ที่สุด และเป็นประโยคที่ยิปซีพูดกับผมบ่อยที่สุด คือ "Are you okay?" สำหรับผมมันเป็นคำพูดที่อบอุ่นที่สุดแล้ว ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมาในห้อง ICU สิ่งแรกที่เห็นคือผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งมองผมอยู่แล้วถามเบา ๆ ว่า "Are you okay?" พอกลับบ้านวันที่เหนื่อย ๆ เธอก็ยังถามเหมือนเดิม "Are you okay?" มันไม่ใช่แค่คำถามธรรมดาแต่มันคือความห่วงใยจากใจจริง เธออยากรู้จริง ๆ ว่าผมโอเคไหมทั้งสภาพจิตใจ ร่างกาย หรือสุขภาพโดยรวม ผมชอบคำนี้ที่สุดเพราะทุกครั้งที่ได้ยินมันทำให้รู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ พร้อมจะรับฟังและอยู่กับเรา และแค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย และถูกรักในทุกครั้งที่ได้ยิน
ลึก ๆ แล้วมันมีความรู้สึกไหนที่ส่งออกไปเวลาพูดคำนี้ ?
ยิปซี คีรติ : เป็นห่วงแหล่ะ เหมือนบางทีวันธรรมดาเขาไปทำงานมาก็ดูปกติ แต่เรารู้สึกได้ว่าข้างในใจเขาน่าจะมีอะไรหนัก ๆ เหมือนสัญชาตญาณมั้งคะ ว่าวันนี้เขาเจอเรื่องอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า เราจะถามว่าเป็นไง “Are you okay?” เหมือนเป็นประโยคที่เปิดให้เขาได้เล่าอะไรที่อาจจะอยู่ในใจเขาในตอนนั้น แต่ทุกครั้งที่พูดมันมาจากความเป็นห่วง
สำหรับยิปซีมีคำไหนจากนิคที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย ?
ยิปซี คีรติ : “Do you need a cuddle?” แล้วมันจะตามมาด้วยการกอด ส่วนใหญ่เวลาเขาพูดคำนี้คือยิปแย่ละ ประโยคนี้จะโผล่มาตอนที่เห็นว่าอีกนิดหนึ่งยิปจะร้องไห้แล้ว แล้วเขาจะใช้เสียงน่ารัก ๆ เป็นเสียงสองของเขา ถามยิปบ้างว่า “Kitten, do you need a cuddle?” แล้วทุกครั้งยิปเหมือนจะร้องไห้แล้วบอกว่า “Yes” แล้วพอกอดเสร็จมันเหมือนตอนนั้นทุกอย่างมันโอเคขึ้น
ภาษารักของคุณเป็นแบบไหน ?
ยิปซี คีรติ : ของยิปจริง ๆ เป็นคนชอบ Act of Service กับ Physical Touch ค่ะ ของขวัญ สำหรับยิปไม่ต้องเลย ไม่จำเป็นต้องมีของขวัญให้ อาจจะไม่ได้ต้องบอกบ่อยก็ได้ แต่อยากให้มีการสัมผัส เช่น กอด จับมือ และ Act of Service สำหรับยิปมันต้องลงมือทำ ถ้าจะพูดอย่างเดียวว่าฉันรักเธอที่สุด แต่ไม่มีการลงมือทำเห็นยิปจะรู้สึกไม่ค่อยได้
ภาษารักของนิคเป็นแบบไหน ?
นิโคลัส ฮอว์ : สำหรับผมภาษารักแบบ การลงมือทำ (Acts of Service) คือสิ่งที่มีความหมายที่สุด ผมไม่ได้ต้องการอะไรยิ่งใหญ่เลย แค่ได้เห็นว่าเธอทำอะไรสักอย่างเพื่อผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหน แค่นั้นก็พอแล้วเพียงแค่รู้ว่า ในช่วงเวลานั้นเธอนึกถึงผม คิดถึงผม หรือใส่ใจผมในทางใดทางหนึ่ง มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เลย อะไรก็ได้ แค่นั้นก็มีความหมายสำหรับผมแล้ว
ยิปซี คีรติ : แล้วการแสดงความรักด้วยการสัมผัสล่ะ คุณต้องการไหม?
นิโคลัส ฮอว์ : เอาจริง ๆ ผมไม่ได้ต้องการมันมากขนาดนั้น
เวลาความเห็นไม่ตรงกัน ข้อห้าม 1 ข้อคืออะไร ?
ยิปซี คีรติ : สำหรับคู่เรา มันไม่ใช่คำพูด เหมือนเราจะรู้กันว่าถ้าทะเลาะกันยังไง ตีกันแรงมากแค่ไหน “ห้ามออกจากบ้าน”
นิโคลัส ฮอว์ : ห้ามขับรถ แต่เดินในบ้านได้ หรือออกจากบ้านได้ อยู่รอบ ๆ บ้าน แค่ไม่ต้องไปทำอะไรที่เสี่ยงก็พอ อย่าปล่อยให้อารมณ์โกรธพาไปตัดสินใจทำเรื่องโง่ ๆ จนสุดท้ายต้องมาเสียใจ เพราะมันไม่คุ้มเลย
ยิปซี คีรติ : เมื่อก่อนยิปเป็นสายดราม่ามาก คือเป็นนักแสดงด้วยไง การละคร เหมือนเวลาเราสะบั้นอารมณ์ เวลาขับรถเหยียบแรงเลย และจะขับรถแย่ ๆ สร้างความดราม่าให้ตัวเอง เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเอาจริง ๆ มันค่อนข้างไร้เดียงสา แล้วพอมองย้อนไปตอนนี้ก็อาย แต่เมื่อก่อนเราทำอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งมันไม่ดี ยิปรู้สึกว่าตอนนั้นทำไปเพื่อประชด เราเอาตัวเองออกไปทำอะไรที่ดูอันตราย ทั้ง ๆ ปกติไม่ได้ทำ อาจจะเหมือนการเรียกร้องความสนใจ ประมาณนั้นถ้ายิปมองจากตอนนี้รู้สึกว่าค่อนข้างเห็นแก่ตัวมาก
นิโคลัส ฮอว์ : คุณยังออกจากบ้านได้ เพียงแต่ต้องทำในแบบที่มีสติมากขึ้นและควบคุมตัวเองได้
ถ้าคุณบอกว่า "เดี๋ยวฉันออกไปนั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนนะ" แบบนั้นไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าเป็นการโมโห ตะโกนด่าคนอื่น ปาข้าวของ กระแทกประตู แล้ววิ่งออกจากบ้าน แบบนั้นก็ไม่โอเค
เคยมีเหตุการณ์ไหนที่คุณคิดว่าความสัมพันธ์ของเราเกือบไม่ได้ไปต่อ ?
ยิปซี คีรติ : โปรเจกต์ร้านกาแฟ Solos Coffee ค่ะ เป็นร้านกาแฟแนว Creative อยากทำเป็นกาแฟแบบตามใจเชฟ (Omakase Coffee) ตอนทำก็คิดว่าน่าจะรอด แบ่งหน้าที่กันชัดเจน คิดว่าเราเริ่มทำสิ่งนั้นเร็วเกินไปเหมือนคบกันไม่นานก็ทำงานด้วยกันเลย จังหวะเวลามันไม่ถูกต้องด้วย คำถามนี้เป็นคำถามที่ถ้าคนที่พอจะรู้เบื้องหลังของยิปซีและนิโคลัสว่าผ่านอะไรกันมาบ้าง อย่างของนิคเขาเคยเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เขาความจำเสื่อมอยู่เกือบ 2 เดือน และยิปก็เคยเป็นซึมเศร้าหนักมาก ๆ เขาก็อยู่ข้างยิปมาตลอด คือเป็นคู่ที่ผ่านเรื่องหนักมาค่อนข้างเยอะ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เราเกือบต้องเลิกกันจริง ๆ คือตอนทำงานด้วยกัน โคตรแย่ มันเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกาะเซาะระยะยาว (Chronic disease) คือพอเห็นไม่ตรงกัน อีโก้ชนอีโก้ เขาก็เก่งในวิธีของเขา เราก็เก่งในวิธีของเรา ถึงหน้าที่จะแยกกัน ไม่ได้ทับทางกันเลย แต่กลายเป็นว่ามันไม่ลงล็อคกันสักที เราก็เก็บเอาพลังงานแบบนั้นไป มันไม่ได้ตัดขาดได้ง่ายขนาดนั้น เราเพิ่งทะเลาะกันเองเรื่องงาน แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็เจอกันที่บ้าน เราพยายามนะ แต่พลังงานมันไม่ถูกเริ่มต้นใหม่ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวแต่มันทุกวัน เพราะเราทำงานด้วยกันทุกวัน มันเก็บเล็กผสมน้อย เราเลยเลิกทำงานด้วยกันเลย
พอถอยแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ?
นิโคลัส ฮอว์ : ก็ดีขึ้นนะ แต่ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า...ถ้าวันนั้นเรารู้ในสิ่งที่เรารู้วันนี้ เราน่าจะเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมาก และทุกอย่างก็คงไปได้สวยกว่านี้ ตอนนั้นเธอเก่งในแบบของเธอ ส่วนผมก็เก่งในอีกแบบหนึ่ง แต่ผมรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยเห็นว่าผมเก่งแค่ไหน ผมเลยพยายามพิสูจน์ตัวเองให้เธอเห็น และในขณะเดียวกันก็พยายามทำในสิ่งที่เธอทำ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ ทั้งที่ความจริง ผมน่าจะพูดกับตัวเองและกับเธอว่า "นี่คือจุดแข็งของคุณ และนี่คือจุดแข็งของผม" แค่นั้นก็พอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาอีโก้มาชนกันหรือพยายามเอาชนะกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรายอมรับในจุดแข็งของกันและกันตั้งแต่แรก เราคงทำงานร่วมกันได้ดีกว่านี้มาก
ถ้าคู่ชีวิตของเราเป็นเครื่องดื่ม เขาคือรสชาติอะไร ?
นิโคลัส ฮอว์ : น้ำ...เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดีต่อสุขภาพ และเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการทุกวัน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำประมาณ 80% ดังนั้น น้ำจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ควรดื่ม แต่เป็นสิ่งที่ร่างกาย ขาดไม่ได้เลย
ยิปซี คีรติ : ยิปมองนิคเป็นโกโก้ร้อนที่ใส่มาร์ชแมลโลว์ไว้ด้านบน เพราะเขาเป็นคนอบอุ่น ทุกครั้งที่ยิปทานเครื่องดื่มนี้ จะเป็นวันที่ยิปอยากถูกโอบกอด รู้สึกถึงความสบายใจจริง ๆ ภายนอกของเขาดูเป็นผู้ชายมาก ๆ ไม่มีความหวาน แต่จริง ๆ ข้างในเขามันมีความสบายใจและเป็นคนสนุก นุ่มนิ่ม มีสีสัน ซึ่งเป็นการรวมกันที่ทำให้รู้สึกได้รับความปลอดภัย ความอบอุ่นและสบายใจไปถึงหัวใจ
คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=MWSvv-5O86U
อัลบั้มภาพ 9 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี








