ย้อนเหตุไฟไหม้สถานบันเทิง ซานติก้าผับสู่โรงเบียร์ลาดพร้าว ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง?

ย้อนเหตุไฟไหม้สถานบันเทิง ซานติก้าผับสู่โรงเบียร์ลาดพร้าว ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง?

ย้อนเหตุไฟไหม้สถานบันเทิง ซานติก้าผับสู่โรงเบียร์ลาดพร้าว ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ย้อนเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิง จากซานติก้าผับ เมาน์เทนบี สู่โรงเบียร์ลาดพร้าว ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง?

คำว่า "ถอดบทเรียน" ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรมในสถานบันเทิง แต่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนว่าบทเรียนเหล่านั้นจะยังไม่เคยถูกนำไปแก้ไขอย่างจริงจัง จนเกิดการสูญเสียซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่า

ซานติก้าผับ (1 มกราคม 2552) : ฝันร้ายวันเคานต์ดาวน์

โศกนาฏกรรมรับปีใหม่ย่านเอกมัย กรุงเทพฯ ในงานเคานต์ดาวน์ "Goodbye Santika" มีผู้เข้าใช้บริการหนาแน่นมากกว่า 1,000 คน ซึ่งเกินกว่าความจุของอาคารที่รองรับได้เพียง 400–500 คนเท่านั้น

  • ต้นเหตุและความหละหลวม: ประกายไฟจากสเปเชียลเอฟเฟกต์หรือพลุไฟบนเวที ลุกลามไปติดเพดานและวัสดุซับเสียงที่ติดไฟง่าย ควันและเพลิงกระจายตัวอย่างรวดเร็ว

  • ทางหนีที่ไม่พ้น: ประตูหนีไฟบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟหรือไฟฉุกเฉินที่เหมาะสม ทำให้ผู้คนวิ่งเบียดเสียดเหยียบกันล้ม

  • ความสูญเสีย: มีผู้เสียชีวิต 67 ราย บาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาล 229 ราย นำไปสู่การฟ้องร้องจำคุกผู้บริหารและผู้รับผิดชอบติดตั้งเอฟเฟกต์คนละ 3 ปี รวมถึงการปรับปรุงข้อกำหนดกฎหมายเรื่องวัสดุทนไฟและระบบป้องกันอัคคีภัยในเวลาต่อมา

ซานติก้าผับ

เมาน์เทน บี (5 สิงหาคม 2565) : 13 ปีผ่านไป แต่โครงสร้างมรณะยังเหมือนเดิม

ฝันร้ายหวนกลับมาอีกครั้งที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อร้าน Mountain B เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็วจากฝ้าเพดาน ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่กำลังดื่มกิน

  • ต้นเหตุและความหละหลวม: ตัวหลังคาบุโฟมลมดูดซับเสียงที่เป็นวัตถุติดไฟง่าย ทำให้ไฟลามทั่วร้านในเวลาไม่ถึง 5 นาที เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง

  • ทางหนีที่ไม่พ้น: ตัวอาคารถูกดัดแปลงต่อเติมเป็นอาคารปิดโดยผิดกฎหมาย ประตูทางออกสำหรับพนักงานถูกใส่กุญแจและมีตู้กีดขวางไว้ เท่ากับตัดทางรอดชีวิต ทำให้เหลือทางออกหลักหน้าร้านเพียงทางเดียว ผู้คนวิ่งกรูเบียดเสียดและถูกไฟคลอก

  • ความสูญเสีย: สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความหละหลวมของเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจสภาพร้าน ส่งผลให้นายอำเภอสัตหีบถูกย้ายด่วน โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 26 ราย บาดเจ็บอีกราว 50 ราย

เมาน์เทนบึ

โรงเบียร์ลาดพร้าว (13 กรกฎาคม 2569) : โศกนาฏกรรมล่าสุดที่ยังไม่มีคำตอบ

ล่าสุด เพลิงไหม้รุนแรงเกิดขึ้นใจกลางกรุงอีกครั้ง บริเวณร้านอาหารและสถานบันเทิงใกล้ซอยลาดพร้าว 1 เขตจตุจักร ช่วงกลางดึกก่อนย่างเข้าสู่วันใหม่

จากคลิปภาพขณะเกิดเหตุพบว่าไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว เปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากประตูของร้านอย่างน่ากลัว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายสถานีต้องระดมกำลังฉีดน้ำสกัดนานราว 35 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

รายงานระบุว่ามีผู้ใช้บริการติดค้างอยู่ภายในอาคารจำนวนมาก โดยมียอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 27 ราย (ชาย 9 ราย หญิง 18 ราย) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่นิ่ง และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย รายงานจากพยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ประตูหนีไฟไม่ได้เปิด ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟ และไม่มีสัญญาณเตือนไฟไหม้ รวมทั้งประตูทางเข้าออกร้านมี 2 ทาง และค่อนข้างแคบทำให้ผู้ประสบภัยหลบหนีไม่ทัน

ส่วนสาเหตุและมาตรการความปลอดภัยภายในร้านยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน

โรงเบียร์ลาดพร้าว

บทเรียนที่ต้อง "ปฏิบัติจริง" ไม่ใช่แค่ "ถอดบทเรียน"

จากซานติก้า สู่เมาน์เทน บี และล่าสุดที่โรงเบียร์ลาดพร้าว ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งเดิมๆ:

  1. การใช้วัสดุตกแต่งและซับเสียงที่ติดไฟง่าย

  2. การต่อเติมอาคารอย่างผิดกฎหมายจนกลายเป็นปิดตาย

  3. ประตูหนีไฟที่ถูกล็อก หรือมีสิ่งกีดขวาง

  4. การปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย

โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดนี้ เป็นเครื่องย้ำเตือนใจที่เจ็บปวดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการจะต้องบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจริงจัง ก่อนที่จะต้องมีใครสังเวยชีวิตให้กับสถานบันเทิงมรณะเหล่านี้อีก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล