พืชที่ได้ฉายา "อาหารของเทพเจ้า" กุญแจลับแห่งการชะลอวัย ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์

พืชที่ได้ฉายา "อาหารของเทพเจ้า" กุญแจลับแห่งการชะลอวัย ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์

พืชที่ได้ฉายา "อาหารของเทพเจ้า" กุญแจลับแห่งการชะลอวัย ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมล็ดพืชที่ได้ฉายา "อาหารของเทพเจ้า" กุญแจลับแห่งการชะลอวัย ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์ กินวันละนิดเดียวก็พอ

งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Aging พบว่า ผู้ที่มีระดับสาร "ธีโอโบรมีน" (Theobromine) ในกระแสเลือดสูง ซึ่งเป็นสารประกอบที่พบใน "โกโก้" มีค่าอายุทางชีวภาพ (Biological age) ต่ำกว่าอายุจริง

อายุทางชีวภาพสะท้อนถึงความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง และโรคหัวใจและหลอดเลือด

เมแกน โว (Megan Wroe) นักกำหนดอาหารวิชาชีพและผู้จัดการด้านสุขภาพจากศูนย์การแพทย์พรอวิเดนซ์ เซนต์จูด กล่าวว่า สารธีโอโบรมีนมีส่วนช่วยปรับปรุงความดันโลหิตและลดการอักเสบ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงสารประกอบนี้เข้ากับตัวบ่งชี้การชะลอวัยทางชีวภาพที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์นี้ให้แน่ชัด เนื่องจากผลการศึกษานี้เป็นเพียงการแสดงความเชื่อมโยงเท่านั้น

จากโกโก้สู่ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตมักได้รับฉายาว่า “อาหารของเหล่าทวยเทพ” หรือ “อาหารแห่งเทพเจ้า” เพราะชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นโกโก้ Theobroma cacao มีความหมายว่า “อาหารของเทพเจ้า”

ส่วนที่นำมาทำเป็นช็อกโกแลตคือ "เมล็ดโกโก้" (Cacao beans) ซึ่งอยู่ภายในผลของต้นโกโก้ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. เมล็ดโกโก้ (Cacao beans): เป็นส่วนประกอบหลักเพียงส่วนเดียวที่นำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นช็อกโกแลต ภายในผลโกโก้หนึ่งลูกจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 30-60 เมล็ด ซึ่งเมล็ดเหล่านี้จะถูกหุ้มด้วยเนื้อสีขาว (Pulp) ที่มีรสหวาน

  2. กระบวนการแปรรูป: หลังจากแยกเมล็ดออกมาแล้ว จะต้องนำไปผ่านขั้นตอนสำคัญคือ:

    • การหมัก (Fermentation): เพื่อให้เกิดกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของช็อกโกแลต

    • การตากแห้ง (Drying): เพื่อเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดไว้

    • การคั่ว (Roasting): เพื่อดึงกลิ่นหอมและรสชาติเข้มข้นออกมา

    • การกะเทาะเปลือก (Winnowing): เพื่อแยกเปลือกนอกออก จนเหลือเพียงเนื้อในเมล็ดที่เรียกว่า "โกโก้นิบส์" (Cacao nibs)

  3. การผลิตช็อกโกแลต: เมื่อนำ "โกโก้นิบส์" มาบดละเอียดด้วยความร้อน จนได้ของเหลวเข้มข้นที่เรียกว่า "โกโก้แมส" (Cocoa mass) หรือ "ช็อกโกแลตลิเคอร์" (Chocolate liquor) ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตช็อกโกแลตแท่ง โดยภายในโกโก้แมสนี้ประกอบด้วย:

    • ไขมันโกโก้ (Cocoa butter): ไขมันธรรมชาติจากเมล็ด

    • โกโก้โซลิด (Cocoa solids): ส่วนที่เป็นเนื้อโกโก้แห้ง (ซึ่งเมื่อแยกไขมันออกไปแล้วจะกลายเป็นผงโกโก้ที่เราใช้ชงดื่ม)

ดาร์กช็อกโกแลต ขุมพลังสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากธีโอโบรมีนแล้ว ดาร์กช็อกโกแลตยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ

โกโก้อุดมไปด้วย โพลีฟีนอล (Polyphenols) และ ฟลาโวนอล (Flavanols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสองชนิดที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ โดยดาร์กช็อกโกแลตมีสารเหล่านี้มากกว่าช็อกโกแลตนมหรือไวท์ช็อกโกแลตถึงประมาณ 5 เท่า

เมแกน โว แนะนำว่าเพื่อให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่เพียงพอ ควรเลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้อย่างน้อย 70% และเสริมว่าหากคุณไม่ใช่คนชอบทานดาร์กช็อกโกแลต ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทาน เพราะสารฟลาโวนอลยังพบได้ในชา รวมถึงพืชผักผลไม้ที่มีสีสัน เช่น ลูกพลัม สตรอว์เบอร์รี องุ่น และบลูเบอร์รี

บทบาทของดาร์กช็อกโกแลตต่อสุขภาพสมอง

สารต้านอนุมูลอิสระในดาร์กช็อกโกแลตอาจสนับสนุนสุขภาพสมอง กระตุ้นการทำงานของระบบความคิด และลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ งานวิจัยในปี 2022 พบว่าดาร์กช็อกโกแลต 85% มีผลเป็นพรีไบโอติกและอาจช่วยปรับอารมณ์ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างลำไส้และสมอง (Gut-brain axis) นอกจากนี้ยังมีอีกการศึกษาที่เชื่อมโยงดาร์กช็อกโกแลต 72% กับการลดความเหนื่อยล้าและสุขภาพสมองที่ดีขึ้น

เจน บรูนิง (Jen Bruning) นักกำหนดอาหารจากชิคาโกและโฆษกของสถาบันโภชนาการและการกำหนดอาหาร กล่าวว่า การทานดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณเล็กน้อยสามารถให้สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญและช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิต ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี

ทานวันละ 1 ออนซ์ เพื่อความสุขและสุขภาพ

หากคุณต้องการทานดาร์กช็อกโกแลตเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพ ควรระวังอย่าทานมากเกินไป

"ปริมาณครึ่งออนซ์ถึงหนึ่งออนซ์ (ประมาณ 14-28 กรัม) เป็นของว่างที่กำลังดีหลังมื้ออาหารหรือทานคู่กับมื้อว่าง ดาร์กช็อกโกแลตมีรสชาติเข้มข้นมาก ดังนั้นการทานในปริมาณน้อยก็ให้ความรู้สึกพึงพอใจได้ โดยยังคงควบคุมปริมาณไขมันและแคลอรี่รวมไม่ให้สูงเกินไป" บรูนิงกล่าว

สำหรับดาร์กช็อกโกแลต 85% ปริมาณ 1 ออนซ์ จะให้พลังงานประมาณ 170 แคลอรี่ และมีไขมัน 14 กรัม หากทานมากเกินไปและบ่อยเกินไป อาจส่งผลให้ท้องอืด น้ำหนักตัวเกิน หรือทำให้เราขาดสารอาหารอื่นๆ ได้ เพราะคุณอิ่มจากการทานช็อกโกแลตมากเกินไปจนไม่ได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ชนิดอื่น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล