4 ผักพื้นบ้าน "ขับพิษ" ไล่ความร้อน-ความชื้นออกจากร่างกาย ตามตำราแพทย์แผนจีน

4 ผักพื้นบ้าน "ขับพิษ" ไล่ความร้อน-ความชื้นออกจากร่างกาย ตามตำราแพทย์แผนจีน

4 ผักพื้นบ้าน "ขับพิษ" ไล่ความร้อน-ความชื้นออกจากร่างกาย ตามตำราแพทย์แผนจีน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

4 ผักพื้นบ้าน "ขับพิษ" ไล่ความร้อน-ความชื้นออกจากร่างกาย ตามตำราแพทย์แผนจีน ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

โบราณจีนมีคำกล่าวว่า “เดือนห้าไม่ขับพิษ ตลอดทั้งปีร่างกายจะติดขัด” (นับตามปฏิทินจันทรคติจีน ซึ่งตรงกับช่วงฤดูร้อน) ในช่วงเวลานี้ความร้อนและความชื้นในธรรมชาติจะอบอ้าวมาก ส่งผลให้ความชื้นแฉะและความร้อนสะสมในร่างกาย จนระบบเผาผลาญขับของเสียออกไปไม่ทัน สารพิษตกค้างจึงเข้าไปอุดตันอยู่ตามกระเพาะ ลำไส้ หลอดเลือด และผิวหนัง ทำให้เราอึดอัด อ่อนเพลีย และไม่สบายตัว การหันมาทำความสะอาดหรือ "บิ๊กคลีนนิ่ง" ร่างกายในฤดูกาลนี้ ด้วยการขับความชื้นร้อนและของเสียออกไป จะช่วยให้สุขภาพดีและสบายตัวไปตลอดทั้งปี

และนี่คือ 4 ผักพื้นบ้านหาซื้อง่ายในตลาด ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “มือปราบพิษจากธรรมชาติ” ซึ่งให้ประโยชน์สูงสุดเมื่อกินตามฤดูกาลครับ!

ผักบุ้ง

ชาวจีนมีสำนวนพื้นบ้านว่า “ผักขึ้นฉ่ายทางตะวันตก ผักบุ้งทางใต้ คือสุดยอดแห่งมณีผัก”

  • มุมมองแพทย์แผนจีน: ผักบุ้งมีรสหวาน มีฤทธิ์เย็น ช่วยระบายความร้อนในเลือด ขับความร้อนชื้น และล้างพิษ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความร้อนสะสมในร่างกายในกระเพาะและลำไส้ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งมักมีอาการท้องผูก ถ่ายยาก นอกจากนี้ ผักบุ้งยังมีกากใยอาหารสูงมาก ช่วยกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัว ล้างสิ่งสกปรกและอุจจาระตกค้างให้ออกไป แถมยังอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์และวิตามินซีที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลอีกด้วย

  • ข้อควรระวัง: คนที่ร่างกายมีธาตุเย็น (ขี้หนาว) ท้องเสียได้ง่าย หรือม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ ไม่ควรกินมากเกินไป

กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียวได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชาแห่งผัก” โดยมิวซิเลจ (Mucilage) หรือสารเมือกเหนียว ๆ ลื่น ๆ นั้นคือหัวใจสำคัญ ในช่วงหน้าร้อนที่อบอ้าวอบอวลจนรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก หัวใจทำงานหนัก การกินกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยบำรุงร่างกายได้ดีมาก

  • มุมมองแพทย์แผนจีน: กระเจี๊ยบเขียวช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ และช่วยย่อยอาหาร เหมาะสำหรับทานตอนที่มีอาการคออักเสบบวม ปัสสาวะเข้มจัดและเจ็บขัด หรือท้องผูก สารเมือกของมันอุดมไปด้วยใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยดักจับของเสียในลำไส้ ช่วยลดไขมัน ปกป้องกระเพาะอาหาร เจริญอาหาร และมีแร่ธาตุแมกนีเซียมสูงที่ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อหัวใจ

  • ข้อควรระวัง: กระเจี๊ยบเขียวมีฤทธิ์ค่อนข้างเย็น ผู้ที่ม้ามและกระเพาะอ่อนแอ ถ่ายเหลวบ่อย ๆ หรือปวดแน่นท้องจากความเย็น ควรหลีกเลี่ยงการกินในปริมาณมาก

เห็ดหูหนูดำ

เห็ดหูหนูดำได้รับการยกย่องว่าเป็น “เนื้อสัตว์ในบรรดาพืชผัก”

  • มุมมองแพทย์แผนจีน: มีฤทธิ์ปานกลาง (ไม่ร้อนไม่เย็น) รสหวาน มีสรรพคุณบำรุงชี่และเลือด บำรุงอวัยวะภายในทั้งห้า สบายกระเพาะและลำไส้ งานวิจัยสมัยใหม่พบว่า สารโพลีแซคคาไรด์ในเห็ดหูหนูดำมีส่วนช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ขจัดคอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด อีกทั้งใยอาหารที่อุดมสมบูรณ์ยังช่วยกระตุ้นการขับถ่าย แก้อาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี การจับคู่ระหว่างเห็ดหูหนูดำและหัวหอมใหญ่ ช่วยเสริมฤทธิ์ในการหมุนเวียนเลือดและหลอดเลือด ป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน ลดไขมันในเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

  •  ข้อควรระวัง: ไม่ควรแช่เห็ดหูหนูดำทิ้งไว้นานเกินไปเพราะอาจสร้างเชื้อแบคทีเรียหรือสารพิษที่เป็นอันตรายได้ และผู้ที่ม้ามกระเพาะพร่องเย็นควรเลี่ยงการกินแบบประเภทยำเย็น

ฟักเขียว

แม้หน้าตาจะดูเรียบง่าย แต่ฟักเขียวคือ “สุดยอดแตงแห่งฤดูร้อน” ที่ท่านหมอหวังอั่ง (汪昂) แพทย์ชื่อดังในราชวงศ์ชิงเคยยกย่องไว้ว่า “ในบรรดาตระกูลแตงทั้งหมด ฟักเขียวคือสิ่งที่เหมาะกับร่างกายมนุษย์ที่สุด”

  • มุมมองแพทย์แผนจีน: ฟักเขียวมีรสหวานปนจืด ฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ช่วยขับความร้อน สลายเสมหะ ขับปัสสาวะ ลดอาการบวมน้ำ และดับร้อนแก้กระหาย เหมาะมากสำหรับคนที่มีความชื้นในร่างกายสูง สังเกตจากตื่นมาแล้วหน้ามัน เยื่อตาบวมฉุในตอนเช้า หรือขาตึงหนัก นอกจากนี้ ฟักเขียวยังฉ่ำน้ำและแคลอรีต่ำมาก หากต้มทั้งเปลือกและเมล็ด ผลลัพธ์ในการขับความชื้นจะยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

  • ข้อควรระวัง: เนื่องจากฟักเขียวมีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย คนที่มีภาวะหยางพร่อง (ร่างกายขี้หนาว มือเท้าเย็นง่าย) จึงไม่ควรรับประทานครั้งละมาก ๆ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล