ริมฝีปากลอก ชอบแกะปาก อาจเป็นสัญญาณ "สมอง" ขอความช่วยเหลือ ต้องพบแพทย์

ริมฝีปากลอก ชอบแกะปาก อาจเป็นสัญญาณ "สมอง" ขอความช่วยเหลือ ต้องพบแพทย์

ริมฝีปากลอก ชอบแกะปาก อาจเป็นสัญญาณ "สมอง" ขอความช่วยเหลือ ต้องพบแพทย์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ริมฝีปากแห้งลอก ชอบแกะปาก อาจเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือจาก "สมอง" ที่ต้องทั้งแพทย์ผิวหนังและจิตแพทย์

พฤติกรรม "ชอบแกะปาก" จุดเริ่มต้นอาจจะแค่เพราะปากแห้งลอก เลยอยากจะ "แกะออกให้เนียน" แต่พอนานวันเข้า การแกะและดึงซ้ำๆ กลับทำให้สภาพริมฝีปากแย่ลง จนพฤติกรรมนี้กลายเป็นความเคยชินที่ควบคุมได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

ที่หยุดไม่ได้ เพราะผิวหนังและสมองกำลังร้องขอความช่วยเหลือ

จากรายงานของสื่อ Health Medical Network ระบุว่า พฤติกรรม "ชอบลอกหนังริมฝีปาก" แท้จริงแล้วคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือจาก "ผิวหนัง" และ "สมอง" เนื่องจากริมฝีปากมีโครงสร้างที่บอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ง่าย

Dermatillomania หรือ Excoriation Disorder คือ โรคชอบดึงหรือแกะผิวหนังตัวเอง เป็นความผิดปกติทางจิตเวชรูปแบบหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมแคะ แกะ เกา หรือบีบผิวหนังซ้ำๆ อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แม้ว่าการกระทำนั้นจะทำให้เกิดความเจ็บปวด เป็นแผล หรือทิ้งรอยแผลเป็นไว้ก็ตาม

ผศ.ดร.พญ. เซียว อวี่ผิง (Xiao Yuping) ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์เพื่อความงาม โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยการแพทย์จงซาน (Chung Shan Medical University Hospital) ชี้ว่า ริมฝีปากเป็นส่วนรอยต่อระหว่างผิวหน้าและเยื่อบุช่องปาก ซึ่งไม่มีต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ หรือรูขุมขน อีกทั้งชั้นสเตรตัม คอร์เนียม (Stratum corneum) ยังแตกต่างจากผิวหนังทั่วไป ทำให้ความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นและเกราะป้องกันผิวค่อนข้างต่ำ จึงเกิดปัญหาแห้งแตก ลอก หรืออักเสบแดงได้ง่าย

นอกจากนี้ เมื่อสภาพจิตใจย่ำแย่ รู้สึกวิตกกังวลหรือเครียด บางคนอาจจะกัดหรือลอกหนังริมฝีปาก เลียปาก หรือเม้มปากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการทำซ้ำๆ เป็นเวลานานจะยิ่งทำให้โรคริมฝีปากอักเสบ (Cheilitis) หายยากขึ้น

ทางด้าน นพ. จู๋ ป๋อเฉวียน (Zhu Boquan) ผู้อำนวยการแผนกจิตเวชจากโรงพยาบาลเดียวกัน กล่าวเสริมว่า การลอกหนังริมฝีปากแล้วรู้สึกเจ็บแต่ก็ยัง "หยุดไม่ได้" อาจเกี่ยวข้องกับระบบการให้รางวัลในสมอง (Reward System) ที่สร้างกลไกการตอบสนองเชิงบวกขึ้นมา หากพฤติกรรมนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อรูปลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือรบกวนการทำงานและการเรียนในชีวิตประจำวัน แนะนำให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

มักพบในกลุ่มวัยรุ่นและพวก "รักความสมบูรณ์แบบ" (Perfectionist)

นพ. จู๋ ป๋อเฉวียน ชี้ว่า การลอกหนังริมฝีปากช่วยเบี่ยงเบนความสนใจและทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงรับรู้ว่านี่คือการตอบสนอง "เชิงบวก" กลุ่มอาการนี้มักพบได้บ่อยในวัยรุ่น กลุ่มคนที่รักความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ไปจนถึงเด็กเล็ก พฤติกรรมการลอกริมฝีปากที่สัมพันธ์กับภาวะทางจิตใจมักจะปรากฏขึ้นก่อนอายุ 20 ปี โดยช่วงอายุที่พบได้บ่อยที่สุดคือประมาณ 13 ปี เนื่องจากวัยรุ่นยังมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ไม่เต็มที่ จึงถูกกระทบกระเทือนได้ง่ายจากความเครียดเรื่องเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อน หรือการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่

นอกจากนี้ หลายคนยังมีบุคลิกแบบ "Perfectionist" ร่วมด้วย ทำให้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อรูปลักษณ์ภายนอก และมักจะแกะหรือเกาผิวโดยไม่รู้ตัว พอเริ่มตระหนักได้ว่าตัวเองควบคุมพฤติกรรมนี้ไม่ได้ แถมยังเห็นรูปลักษณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ก็จะเกิดความวิตกกังวลและโทษตัวเอง ซึ่งจากการสังเกตในทางคลินิกพบว่า ผู้ป่วยบางรายอาจมีแนวโน้มของภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย

แนวทางการรักษา: เมื่อจิตแพทย์และหมอผิวหนังจับมือกัน

พญ. เซียว อวี่ผิง แนะนำว่า เมื่อริมฝีปากแห้งแตกหรืออักเสบ สามารถใช้วิธีประคบเย็นเพื่อบรรเทาความไม่สบายผิวได้ หลังจากล้างหน้า ให้ใช้น้ำเกลือล้างแผลประคบชุ่มทิ้งไว้ 5-10 นาที เพื่อ "เติมน้ำ" ให้ผิว จากนั้นให้ทาลิปบาล์มสูตรปราศจากน้ำหอมเพื่อ "กักเก็บความชุ่มชื้น" หากทำตามนี้แล้ว 3-7 วันอาการยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินอาการ

ในส่วนของแผนกจิตเวช นพ. จู๋ ป๋อเฉวียน ระบุว่า ปัจจุบันผู้ป่วยที่มีพฤติกรรม "ลอกหนังริมฝีปาก" มักจะได้รับการรักษาด้วยยาที่เกี่ยวข้องกับโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) หรือโรควิตกกังวล ควบคู่ไปกับการทำบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยทบทวนและตระหนักถึงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว พร้อมทั้งใช้ "การบำบัดด้วยพฤติกรรมทดแทน" เช่น การกำหมัดแน่นแทนการแกะเกาผิวหนัง

ซึ่งในทางคลินิก จิตแพทย์และแพทย์ผิวหนังมักจะร่วมมือกันดูแลรักษา เพื่อจัดการปัญหาทั้งทางใจและทางกาย จนทำให้ผู้ป่วย "ไม่มีเศษหนังกำพร้าเหลือให้แกะอีกต่อไป"

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล