กลัว AI แย่งงานไหม? วิจัยเผย "ทักษะมนุษย์แบบไหน" ที่นายจ้าง 2026 ต้องการตัวสูงสุด!

กลัว AI แย่งงานไหม? วิจัยเผย "ทักษะมนุษย์แบบไหน" ที่นายจ้าง 2026 ต้องการตัวสูงสุด!

กลัว AI แย่งงานไหม? วิจัยเผย "ทักษะมนุษย์แบบไหน" ที่นายจ้าง 2026 ต้องการตัวสูงสุด!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คิดว่า AI จะแย่งงานจริงไหม? ผลวิจัยเผย "ทักษะมนุษย์" แบบไหนที่ตลาดแรงงานปี 2026 ต้องการตัวสูงสุด

เปิดรายงานคนทำงานยุค AI เจาะลึก 3 ทักษะเด่นของมนุษย์ที่นายจ้างตามหา และไม่มีวันตกงาน

การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดแรงงานโลกอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในความจริงแล้ว อาจไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสามารถถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติไปเสียหมด เพราะข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า ผู้ประกอบการและนายจ้างในปัจจุบันกำลังมองหาบุคลากรที่มีความสามารถในการคิดนอกกรอบ มีความเฉียบคมในการตัดสินใจ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นได้ดี

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการถูกแทนที่เพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากดรรชนีความสามารถในการปรับตัวและการผสานเทคโนโลยีร่วมกับศักยภาพของมนุษย์ โดยรายงานจากกองทุนและสถาบันวิจัยระดับสากลระบุว่า กลุ่มสายงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางร่วมกับทักษะทางอารมณ์และสังคม (Soft Skills) มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมและมีการเติบโตของอัตราผลตอบแทนที่โดดเด่นในยุคปัจจุบัน

เปิดรายงาน PwC วิเคราะห์ล้านล้านตำแหน่งงาน: เมื่อ AI ดันมูลค่า "ทักษะ MiM" สูงขึ้น

ตามรายงาน "โกลบอล เอไอ จ็อบส์ บารอมิเตอร์ 2026" (Global AI Jobs Barometer 2026) โดยบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง พีดับบลิวซี (PwC) ซึ่งทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากประกาศรับสมัครงานมากกว่า 1 พันล้านตำแหน่งจาก 6 ทวีปทั่วโลก ได้สะท้อนข้อเท็จจริงชวนคิดว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการกำลังมองหามากที่สุดในยุคนี้ กลับเป็นทักษะดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity), ความสามารถในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Judgement) และภาวะผู้นำ (Leadership)

เนื่องจากระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยแบ่งเบาและรับช่วงต่อในส่วนของงานรูทีน (Routine Tasks) หรืองานเอกสารซ้ำๆ ไปมากพอสมควร องค์กรธุรกิจต่างๆ จึงหันมาเน้นให้คุณค่ากับสมรรถนะส่วนบุคคลที่ยากต่อการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าคุณลักษณะเหล่านี้กำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในเกือบทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีไปจนถึงบริการวิชาชีพเฉพาะทาง

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่า AI ได้แบ่งกลุ่มตลาดงานออกเป็นสองมิติหลักๆ มิติแรกคือกลุ่มตำแหน่งงานที่ใช้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยเสริมประสิทธิภาพแต่ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง เช่น แพทย์รังสีวิทยา (Radiologists) หรือเจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากร (Recruiters) ส่วนมิติที่สองคือกลุ่มอาชีพที่เทคโนโลยีช่วยทลายกำแพงความยาก ทำให้ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยสามารถเข้ามาเริ่มงานและจัดการภารกิจที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น

สถิติชี้ชัด: องค์กรที่ปรับตัวได้ดี มีอัตราการจ้างงานและเติบโตที่โดดเด่น

จากฐานข้อมูลของ PwC พบว่า อัตราการประกาศเปิดรับตำแหน่งงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการประยุกต์ใช้ AI มีความเร็วในการขยายตัวมากกว่ากลุ่มอื่นถึงสองเท่า ยิ่งไปกว่านั้น ค่าตอบแทนเฉลี่ยในกลุ่มสายงานเหล่านี้ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าสายงานปกติทั่วไปราว 42% ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า แรงงานที่มีความสามารถในการผสานความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเข้ากับทักษะทางอารมณ์และสังคม (Soft Skills) กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน "ฟิวเจอร์ ออฟ จ็อบส์ รีพอร์ต 2025" (Future of Jobs Report 2025) ของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ที่ได้คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2030 ทักษะสำคัญในการทำงานของประชากรโลกกว่า 39% จะต้องมีการปรับเปลี่ยนและยกระดับขึ้น โดยทักษะที่มีแนวโน้มติดโผความต้องการสูงสุด ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking), ความคิดสร้างสรรค์, ความยืดหยุ่นและทนทานต่อแรงกดดันทางจิตใจ (Resilience) ตลอดจนทักษะในการนำองค์กร

สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรธุรกิจที่มีการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบการทำงานอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิต (Productivity) เท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ได้เร็วขึ้นด้วย โดยสถิติตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา พบว่าบริษัทที่มีความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้ AI มีอัตราการจ้างงานเติบโตเพิ่มขึ้นราว 52% ขณะที่กลุ่มบริษัทที่ยังไม่ได้เน้นการปรับใช้เทคโนโลยีนี้ มีอัตราจ้างงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 36%

ทักษะ AI เพิ่มมูลค่ารายได้ แต่อย่าละเลย "การใช้วิจารณญาณ" ของมนุษย์

ผลการวิเคราะห์เชิงลึกของ PwC บ่งชี้ว่า ค่าความแตกต่างของเงินเดือนหรือ "ส่วนต่างโบนัสทักษะ" (Wage Premium) สำหรับผู้ที่มีทักษะความสามารถด้าน AI มีสัดส่วนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 62% และในบางภาคธุรกิจ เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) ตัวเลขอัตราส่วนต่างนี้อาจมีโอกาสขยับสูงขึ้นได้ตามการแข่งขันและกลไกตลาด ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความเข้าใจและการประยุกต์ใช้ AI เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญในยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ ประกาศรับสมัครงานที่ระบุเงื่อนไขความต้องการทักษะความรู้ด้าน AI มีสถิติเติบโตขึ้นถึง 69% นับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งคิดเป็นอัตราความเร็วที่เหนือกว่าภาพรวมของตลาดแรงงานปกติทั่วไป โดยกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี, สื่อสารมวลชน, โทรคมนาคม และบริการวิชาชีพเฉพาะทาง เป็นกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด

อย่างไรก็ตาม รายงานชิ้นนี้ได้ฝากข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับ "แรงงานรุ่นใหม่" หรือเด็กจบใหม่ระดับเริ่มต้น (Junior) เอาไว้ด้วยว่า ในปัจจุบันเหล่านายจ้างเริ่มคาดหวังให้พนักงานระดับเริ่มต้นมีทักษะบางประการที่แต่เดิมมักจะสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์สูง เช่น ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพหรือภาวะผู้นำ โดยความต้องการคุณสมบัติเหล่านี้ในตำแหน่งงานระดับจูเนียร์เพิ่มขึ้น 35% ตั้งแต่ปี 2019 ในทางกลับกัน ตำแหน่งงานเริ่มต้นที่ไม่ได้ระบุความต้องการทักษะเหล่านี้กลับมีสัดส่วนลดลงราว 10%

บทสรุปของเรื่องนี้จึงชี้ให้เห็นว่า แม้ความเชี่ยวชาญและทักษะด้านเทคโนโลยี AI จะเป็นสะพานเชื่อมต่อโอกาสที่สำคัญในโลกการทำงานยุคนี้ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดความสำเร็จและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนในอาชีพการงานระยะยาว ก็ยังคงเป็นเรื่องของความสามารถในการสร้างสรรค์ การใช้ดุลยพินิจ และความสามารถในการนำพาผู้คนและองค์กรก้าวไปข้างหน้านั่นเอง

 

แหล่งอ้างอิง

  1. PwC Global: Global AI Jobs Barometer 2026
  2. World Economic Forum: The Future of Jobs Report 2025
  3. Euronews Business: AI and the shifting global job market insights
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล