ไม่ใช่เหล้าเบียร์! เครื่องดื่มยอดนิยม กินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ระเบิดเวลาสู่ "ตับแข็ง"

ไม่ใช่เหล้าเบียร์! เครื่องดื่มยอดนิยม กินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ระเบิดเวลาสู่ "ตับแข็ง"

ไม่ใช่เหล้าเบียร์! เครื่องดื่มยอดนิยม กินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ระเบิดเวลาสู่ "ตับแข็ง"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไม่ใช่เหล้าเบียร์! เครื่องดื่มยอดนิยม กินมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ระเบิดเวลาสู่ตับแข็ง เสี่ยงกว่าคนทั่วไป  3.77 เท่า

พฤติกรรมการกินในปัจจุบันที่เน้นความอร่อยและผ่านกรรมวิธีมากขึ้น ส่งผลให้หลายๆ โรคเริ่มมีแนวโน้มพบในกลุ่มคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ จากสถิติล่าสุดของสมาคมส่งเสริมโรคตับแห่งไต้หวัน พบว่าในปัจจุบันมีผู้ป่วย โรคไขมันพอกตับ สูงเกือบ 7 ล้านคนแล้ว

นพ. หวัง ซือเหิง (Wang Siheng) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้หยิบยกงานวิจัยปี 2025 ของอิตาลีที่ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่จำนวน 273 คน ซึ่งเป็นทั้งโรคเบาหวานและไขมันพอกตับ ผลลัพธ์พบเรื่องที่น่าตกใจว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากกว่า 1 แก้วต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะตับแข็ง/ตับเป็นพังผืด (Liver Fibrosis) สูงถึง 3.77 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่แทบจะไม่ดื่มเลย โดยผลลัพธ์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเรื่องเพศ อายุ หรือน้ำหนักตัวแต่อย่างใด

ไม่ดื่มเหล้าทำไมเป็นไขมันพอกตับ?

หมอหวังได้โพสต์อธิบายผ่านโซเชียลมีเดียว่า ในการตรวจคนไข้ทั่วไป เขามักจะเจอคนไข้ที่ทำหน้าเหลอหลาเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นไขมันพอกตับ พร้อมกับแย้งว่า "หมอครับ ผมไม่ได้ดื่มเหล้าเลยนะ" แต่ในความเป็นจริง คนไข้เหล่านี้มักจะมีพฤติกรรมติดดื่มเครื่องดื่มชงใส่น้ำตาลเป็นประจำ

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ขอเพียงแค่ดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอที่จะเพิ่มความเสี่ยงภาวะตับเป็นพังผืดได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะตัดตัวแปรควบคุมอื่นๆ ออกไปแล้ว ความเชื่อมโยงนี้ก็ยังคงเด่นชัดอยู่ดี

ตัวการร้ายคือ "น้ำตาลฟรุกโตส"

คุณหมออธิบายลึกลงไปถึงกลไกการทำงานว่า กุญแจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ "น้ำตาลฟรุกโทส" ที่มักอยู่ในเครื่องดื่มรสหวาน แตกต่างจากน้ำตาลกลูโคสที่เซลล์ทั่วร่างกายสามารถดึงไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที แต่น้ำตาลฟรุกโทสจะต้องถูกส่งไปเผาผลาญที่ "ตับ" เป็นหลัก ดังนั้น เมื่อเราดื่มน้ำตาลชนิดนี้มากเกินไป ตับจะต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ฟรุกโทสส่วนเกินที่ไม่สามารถย่อยได้หมดจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันเข้าไปสะสมอยู่ภายในตับ ซึ่งหากสะสมเป็นเวลานานเข้า ก็จะนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ และกลายเป็นพังผืดหรือตับแข็งในที่สุด

คำเตือนถึง "สังคมติดชาไข่มุก"

คุณหมอหวังทิ้งท้ายว่า แม้งานวิจัยนี้จะศึกษาในกลุ่มประชากรชาวอิตาลี แต่สำหรับในพื้นที่ที่วัฒนธรรม "เครื่องดื่มชง-ชานมไข่มุก" บูมสุดๆ อย่างไต้หวันรวมถึงไทย ผลวิจัยนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญมาก เพราะประชากรวัยกลางคนในปัจจุบันมีอัตราเป็นโรคไขมันพอกตับและเบาหวานสูงอยู่แล้ว

"การไม่ดื่มสุรา ไม่ได้แปลว่าตับของคุณจะแข็งแรง" เพราะทั้งแอลกอฮอล์และน้ำตาลฟรักโทสต่างก็สร้างความเสียหายให้แก่ตับได้รุนแรงพอกัน เพียงแค่มีกระบวนการเผาผลาญที่ต่างกันเท่านั้น

คุณหมอจึงแนะนำว่า สำหรับใครที่ตรวจพบว่าตัวเองเริ่มมีภาวะไขมันพอกตับ หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลให้มากที่สุด หรืออย่างน้อยที่สุดควรสั่งเป็นสูตร "หวานศูนย์เปอร์เซ็นต์ (ไม่ใส่น้ำตาล)" เพื่อช่วยลดภาระและเซฟตับของตัวเองตั้งแต่วันนี้ครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล