เด็ก 8 ขวบ ไตวายระยะสุดท้าย พบชอบดื่ม "เครื่องดื่มชนิดหนึ่ง" เป็นประจำ สุดงง ทำไมพ่อแม่ปล่อยกิน!

เด็ก 8 ขวบ ไตวายระยะสุดท้าย พบชอบดื่ม "เครื่องดื่มชนิดหนึ่ง" เป็นประจำ สุดงง ทำไมพ่อแม่ปล่อยกิน!

เด็ก 8 ขวบ ไตวายระยะสุดท้าย พบชอบดื่ม "เครื่องดื่มชนิดหนึ่ง" เป็นประจำ สุดงง ทำไมพ่อแม่ปล่อยกิน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เด็ก 8 ขวบ ไตวายระยะสุดท้าย ถึงขั้นต้องปลูกถ่ายไต หลังดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า

เรื่องราวของเด็กชายวัย 8 ขวบในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับพ่อแม่ หลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังร่วมกับภาวะยูรีเมีย ต้องพิจารณาปลูกถ่ายไต ทั้งที่ยังอยู่ในวัยประถม

เด็กชายที่ใช้ชื่อว่า “เสี่ยวฮ่าว” มีพฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ วันละประมาณ 2-3 ขวด จนแทบใช้แทนน้ำเปล่า ขณะที่ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า โรคไตในเด็กอาจมีสัญญาณ เช่น หน้าหรือแขนขาบวม ปัสสาวะเป็นฟอง ปัสสาวะมีสีชมพูหรือสีคล้ายโคล่า และปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนไป

อาการเริ่มจากเบื่ออาหาร คันผิว และเปลือกตาบวม

ครอบครัวของเสี่ยวฮ่าวเล่าว่า ก่อนตรวจพบโรคประมาณครึ่งปี เด็กชายเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร ผิวหนังคัน และบริเวณใบหน้าโดยเฉพาะเปลือกตามีอาการบวมเล็กน้อย แต่ในตอนนั้นครอบครัวยังไม่คิดว่าเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง จึงเพียงให้พักผ่อนมากขึ้นและปรับอาหาร

จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กชายบอกแม่ว่าปวดท้องรุนแรง และเจ็บขณะปัสสาวะ เมื่อแม่ตรวจดูพบว่าปัสสาวะมีเลือดปนและมีฟองสีขาวผิดปกติ จึงรีบพาไปโรงพยาบาลทั่วไปอู่ฮั่น เพื่อตรวจหาสาเหตุทันที

ค่าครีเอตินินสูงกว่า 1,000 บ่งชี้ไตเสียหายหนัก

หลังเข้ารับการตรวจ แพทย์พบว่าค่าครีเอตินินในเลือดของเสี่ยวฮ่าวสูงกว่า 1,000 ไมโครโมลต่อลิตร ซึ่งสูงผิดปกติอย่างมาก และสะท้อนว่าไตได้รับความเสียหายรุนแรง รายงานเดิมระบุว่า แพทย์วินิจฉัยว่าเด็กชายมีภาวะไตวายเรื้อรังมาระยะหนึ่ง และเข้าสู่ภาวะยูรีเมียที่อันตราย

นอกจากปัญหาไตแล้ว ผลตรวจเลือดยังพบว่าเด็กชายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมด้วย แม้แพทย์จะช่วยให้พ้นภาวะวิกฤตได้ แต่การรักษาระยะยาวยังเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการฟอกไตอาจช่วยยืดชีวิตได้ แต่ด้วยวัยและภาวะสุขภาพ แพทย์จึงเห็นว่าการปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกที่จำเป็นต้องพิจารณาโดยเร็ว

พฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมทุกวัน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ครอบครัวมองข้าม

สิ่งที่ทำให้ครอบครัวสะเทือนใจคือ เมื่อทบทวนประวัติการกินอยู่ พบว่าเสี่ยวฮ่าวชอบดื่มน้ำอัดลมมาก โดยพ่อแม่ยุ่งกับงานและไม่ได้ควบคุมพฤติกรรมการกินอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมักให้เงินค่าขนมและซื้อของที่ลูกอยากได้เพื่อชดเชยเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วย

เด็กชายจึงค่อย ๆ ติดนิสัยดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า โดยมักดื่มวันละประมาณ 3 ขวด หรืออย่างน้อย 2 ขวดในวันที่รู้สึกกระหายน้ำน้อยลง พฤติกรรมนี้ถูกแพทย์ในรายงานชี้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน

น้ำอัดลมทำร้ายไตได้อย่างไร

น้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานจำนวนมากมีน้ำตาลสูง บางชนิดมีกรดและสารปรุงแต่งรส เมื่อดื่มบ่อยเป็นเวลานาน ร่างกายต้องรับภาระจากน้ำตาลส่วนเกิน และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ฟันผุ และโรคเกาต์

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มรสหวานเป็นประจำมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพ เช่น น้ำหนักเพิ่ม โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ฟันผุ และเกาต์ ขณะที่ CDC ยังระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคไตเรื้อรังรวมถึงเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจล้มเหลว และประวัติครอบครัว

ดังนั้น การดื่มน้ำอัดลมจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะทำให้ไตวายทันทีในทุกคน แต่เป็นพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิก โดยเฉพาะเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมได้ในระยะยาว

สัญญาณโรคไตในเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

โรคไตในเด็กอาจไม่แสดงอาการชัดเจนตั้งแต่แรก และบางอาการอาจดูเหมือนความผิดปกติทั่วไป เช่น เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร หรือหน้าบวมเล็กน้อย ทำให้พ่อแม่หลายคนมองข้ามได้ง่าย

  • เปลือกตา ใบหน้า มือ เท้า หรือขาบวม
  • ปัสสาวะเป็นฟองบ่อย หรือมีฟองมากผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีเลือดปน สีชมพู สีน้ำตาล หรือสีคล้ายโคล่า
  • ปัสสาวะน้อยลงหรือมากกว่าปกติ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือคันผิวหนัง
  • ปวดท้อง ปวดหลัง หรือเจ็บขณะปัสสาวะ
  • ความดันโลหิตสูง น้ำหนักขึ้นจากบวมน้ำ หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ

หากพบอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะปัสสาวะมีเลือด ปัสสาวะเป็นฟองร่วมกับบวม หรือเด็กมีอาการอ่อนเพลียมาก ควรพาไปพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการนาน

เด็กควรดื่มน้ำหวานแค่ไหน

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กจำกัดน้ำตาลอิสระให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน และหากลดลงต่ำกว่า 5% จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยน้ำตาลอิสระรวมถึงน้ำตาลที่เติมในอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำตาลในน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม และน้ำผลไม้

ส่วน CDC ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 11 ปีไม่ควรได้รับน้ำตาลเติมแต่งในอาหารประจำวัน และควรเลือกน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มรสหวานเป็นหลัก สำหรับผู้ปกครอง นี่เป็นสัญญาณว่าการปล่อยให้เด็กดื่มน้ำอัดลม ชานม น้ำผลไม้กล่อง หรือเครื่องดื่มหวานเป็นประจำ ไม่ใช่เรื่องเล็ก

อยากลดน้ำอัดลมให้ลูก เริ่มอย่างไรดี

การหักดิบอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะเด็กที่คุ้นกับรสหวานมานาน พ่อแม่ควรค่อย ๆ ลดความถี่และปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เอื้อต่อพฤติกรรมที่ดีขึ้น

  • ไม่ซื้อน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มหวานเก็บไว้ในบ้านเป็นประจำ
  • ให้เด็กพกขวดน้ำเปล่า และชวนดื่มน้ำระหว่างวัน
  • ลดจากทุกวันเป็นสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง แล้วค่อยลดลงอีก
  • เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า น้ำแช่ผลไม้ไม่เติมน้ำตาล หรือนมจืดในปริมาณเหมาะสม
  • สอนอ่านฉลากน้ำตาลบนเครื่องดื่ม โดยให้เด็กเห็นว่าน้ำตาลต่อขวดมีมากแค่ไหน
  • ผู้ใหญ่ในบ้านควรทำเป็นตัวอย่าง ไม่ดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าให้เด็กเห็นทุกวัน

น้ำอัดลมไม่ควรกลายเป็นน้ำหลักของเด็ก

กรณีของเสี่ยวฮ่าวสะท้อนว่า โรคไตและเบาหวานไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเด็กอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมีพฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าและกินน้ำตาลสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน

น้ำอัดลมอาจดื่มได้เป็นครั้งคราวในปริมาณเล็กน้อย แต่ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มประจำวันหรือใช้แทนน้ำเปล่า พ่อแม่ควรใส่ใจทั้งพฤติกรรมการดื่ม สัญญาณผิดปกติของปัสสาวะ อาการบวม และสุขภาพโดยรวมของลูก เพราะโรคไตมักไม่ส่งเสียงดังในช่วงแรก แต่เมื่ออาการชัดเจน บางครั้งโรคอาจลุกลามไปมากแล้ว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล