
ปวดตรงไหนเสี่ยงมะเร็งปอด? เปิด 3 จุดอันตราย ที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนคุณ!
ไม่ใช่ออฟฟิศซินโดรม! แพทย์เผยอาการปวดหัวไหล่-หน้า-หน้าอก อาจเป็นสัญญาณร้ายของมะเร็งปอด
เมื่อ "อาการปวด" อาจไม่ใช่แค่เรื่องกล้ามเนื้อ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากปอด
"มะเร็งปอด" เป็นหนึ่งในโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆ และหลายคนมักเข้าใจผิดว่าโรคนี้จะแสดงอาการเฉพาะทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ หรือหายใจไม่สะดวกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว "อาการปวด" ตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ก็เป็นสัญญาณเตือนที่พบบ่อยมากในผู้ป่วยมะเร็ง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาความเจ็บปวด (IASP) พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็งปอด (ประมาณ 47%) มีอาการปวดเรื้อรัง โดยส่วนใหญ่ถึง 73% เป็นอาการปวดที่เกิดจากตัวก้อนเนื้อร้ายโดยตรง ส่วนที่เหลือเกิดจากผลกระทบในขั้นตอนการรักษา ซึ่งนักวิเคราะห์พบว่ามี 3 จุดอันตราย บนร่างกายที่ผู้ป่วยมักมีอาการปวดร่วมด้วยอย่างเด่นชัด
เปิด 3 จุดอันตรายบนร่างกาย ที่อาจบอกใบ้ถึง "มะเร็งปอด"
หากคุณมีอาการปวดเรื้อรังใน 3 บริเวณนี้ โดยเฉพาะเมื่อรักษาทางกล้ามเนื้อแล้วไม่หาย อาจต้องสงสัยและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ:
1. อาการปวดหน้าอก (Chest Pain)
จากผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า ประมาณ 20% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดจะมีอาการปวดหน้าอกตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้รับการวินิจฉัยโรค โดยลักษณะจะปวดตื้อๆ อย่างต่อเนื่อง หรือบางครั้งอาจรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามระยะของโรค และมักจะเจ็บหนักขึ้นเวลาที่ไอ หัวเราะ หรือตอนที่สูดหายใจเข้าลึกๆ สาเหตุเกิดจากการที่ก้อนเนื้อร้ายขยายใหญ่ขึ้นจนไปเบียดและกดทับเส้นประสาทบริเวณทรวงอก
2. อาการปวดหัวไหล่ (Shoulder Pain)
หลายคนมักคิดว่าเป็นอาการออฟฟิศซินโดรมหรือกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย แต่หากก้อนมะเร็งเจริญเติบโตอยู่บริเวณ "ยอดปอด" มันจะเข้าไปกดทับกลุ่มเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังหัวไหล่ ส่งผลให้เกิดอาการปวดไหล่เรื้อรัง และในหลายกรณี ความเจ็บปวดนี้สามารถลามลงไปถึงแขน รวมถึงลามขึ้นไปบริเวณศีรษะและลำคอได้อีกด้วย
3. อาการปวดบริเวณใบหน้า (Facial Pain)
ถือเป็นอาการที่หลายคนคาดไม่ถึง ผู้ป่วยมะเร็งปอดบางรายจะมีอาการปวดเป็นระยะๆ บริเวณใบหน้า ใบหู ขมับ หรือขากรรไกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานอนหราบหรือตอนที่ยกแขนขึ้น อาการปวดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากก้อนเนื้อในปอดเข้าไปกดทับ "tĩnh mạch chủ" (หลอดเลือดดำใหญ่ที่ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ) ส่งผลให้เกิดแรงดันสะสมและลามขึ้นมาถึงบริเวณใบหน้า นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง แต่กลับไปโจมตีเซลล์ประสาทปกติบนใบหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
9 สัญญาณเตือนอื่นๆ ของโรคมะเร็งปอด
นอกเหนือจากอาการปวดทั้ง 3 จุดข้างต้นแล้ว หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน:
-
มีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานาน
-
ไอออกมาเป็นเลือด
-
มีเสียงหายใจขò khè (หายใจมีเสียงวี้ด)
-
รู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจไม่ทัน
-
เสียงแหบพร่าโดยไม่ทราบสาเหตุ
-
น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก
-
เบื่ออาหาร ทานข้าวไม่ลง
-
รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า คล้ายคนหมดแรงตลอดเวลา
-
ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจบ่อยครั้ง
ความน่ากลัวของมะเร็งปอด: มักแสดงอาการชัดเจนใน "ระยะลุกลาม"
ตามรายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนมากจะไม่แสดงอาการใดๆ เลย จนกระทั่งโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงหรือระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งได้กระจายตัวไปยังอวัยวะอื่นๆ แล้ว และจะแสดงอาการตามอวัยวะที่ไปดักจับ เช่น หากมะเร็งลามไปที่กระดูก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังหรือปวดสะโพกอย่างรุนแรง หากลามไปที่ระบบประสาท จะมีปัญหาเรื่องการทรงตัว แขนขาชาหรืออ่อนแรง และอาจมีอาการชัก หรือหากลามไปที่ตับ ก็จะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) เป็นต้น
ดังนั้น การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการรักษาให้หายขาด หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการผิดปกติหรือเข้าข่ายสัญญาณเตือนข้างต้น อย่ารอช้า ควรมุ่งหน้าไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อทำการตรวจเช็คและเอกซเรย์อย่างละเอียดทันที
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :SOHA