หมอฉุกเฉินยังพลาด "หัวใจวายเฉียบพลัน" คิดว่าแค่เหนื่อย เผย 7 สัญญาณอันตราย

หมอฉุกเฉินยังพลาดเอง "หัวใจวายเฉียบพลัน" คิดว่าแค่เหนื่อย ทรุดหวิดดับคาห้องทำงาน เผย 7 สัญญาณอันตราย
ขนาดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายของคนไข้ทุกวัน ก็ยังอาจตกม้าตายและมองข้ามสัญญาณเตือนของ "โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack)" แล้วตัวคุณล่ะ... กำลังปล่อยผ่าน 7 สัญญาณเตือนภัยเงียบจากหัวใจ เพราะคิดว่าเป็นแค่ความเหนื่อยล้าธรรมดาอยู่หรือเปล่า?
หลายคนคิดว่าการปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์เป็นแค่เรื่องของความอ้วนหรือความไม่มั่นใจในรูปร่าง แต่ในความเป็นจริง ร่างกายที่ท้วมคือกระจกสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่พังยับเยินและเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่พร้อมพรากชีวิตได้ทุกเมื่อ ไม่เว้นแม้กระทั่ง "หมอห้องฉุกเฉิน" ที่คอยยื้อชีวิตคนไข้รายวัน แต่กลับละเลยน้ำหนักและสุขภาพของตัวเอง
ย้อนนาทีเฉียดตายของหมอวัย 39 ปี หนัก 80 กก. ไขมันพุ่ง-กรดยูริกสูง
เรื่องราวของ นพ. เฉิน เวยหลง (Chen Weilong) แพทย์ชาวไต้หวัน ที่มาแชร์ประสบการณ์ในรายการสุขภาพชื่อดัง ได้ทำให้ผู้คนมากมายต้องตื่นตัว ในฐานะหมอห้องฉุกเฉินแถวหน้าผู้ผ่านเคสเป็นตายมานับไม่ถ้วน เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าตัวเองจะต้องกลายมาเป็นคนไข้โคม่าในห้อง ICU ด้วยวัยเพียง 39 ปี จากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
ก่อนเกิดเหตุ หมอเฉินมีน้ำหนักตัวเกิน 80 กิโลกรัม เผชิญภาวะคอเลสเตอรอลสูง กรดยูริกสูง และมีอาการโรคเกาต์กำเริบเป็นประจำ ช่วงนั้นชีวิตของเขาหมุนวนอยู่ท่ามกลางความเครียดขั้นสุด ทั้งงานตรวจในห้องฉุกเฉิน การเรียนต่อปริญญาโท งานสอน และการดูแลลูกๆ ตารางงานที่แน่นเอียดทำให้เขาต้องอดนอนเป็นประจำ เครียดสะสม และละเลยเรื่องการคุมอาหารจนน้ำหนักพุ่ง ซึ่งความยุ่งนี้เองที่ทำให้เกิด "ความประมาท" และเลื่อนกำหนดการลดน้ำหนักออกไปเรื่อยๆ จนมองข้ามสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายส่งออกมา
หมอเฉินย้อนความหลังว่า ก่อนที่หัวใจจะวายเฉียบพลันไม่กี่วัน ร่างกายได้ส่ง 2 สัญญาณเตือนเด่นชัด ทุกครั้งที่เขาปั่นจักรยาน คือ:
-
แน่นหน้าอก: ไม่ใช่รอยแปลบชั่วคราว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีของหนักๆ มาทับหรือบีบรัดอย่างรุนแรงบริเวณกระดูกอก เพราะเมื่อออกกำลังกาย หัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น แต่หลอดเลือดหัวใจที่ตีบตันไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงได้ทัน
-
หายใจไม่ออก: มีอาการหอบเหนื่อย หายใจได้ไม่เต็มปอด เนื่องจากหัวใจขาดเลือดกะทันหัน ทำให้ประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดลดลงจนเกิดภาวะน้ำคั่งในปอด ส่งผลให้รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกแม้จะออกแรงเพียงเล็กน้อย
ในฐานะหมอ เขาควรจะฉุกคิดได้ทันที แต่เพราะความอ่อนล้าสะสม เขาจึงทึกทักไปเองว่า "ก็แค่เหนื่อยงาน" จนกระทั่งวันหนึ่งขณะกำลังทำงานในห้องแล็บ อาการแน่นหน้าอกก็ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงจนทรงตัวไม่อยู่ หายใจหอบสั่น และถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉินวิกฤตทันที โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และต้องนอนอยู่ในห้อง ICU นานถึง 7 วันเต็ม
"ตลอด 7 วันใน ICU ผมแอบร้องไห้ทุกวัน ในฐานะหมอผมรู้ดีว่าสถานการณ์ของตัวเองวิกฤตแค่ไหน และตระหนักได้เลยว่าเวลาเจ็บป่วยเจียนตาย มนุษย์เราโดดเดี่ยวขนาดไหน ต่อให้ครอบครัวจะรักเรามากเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครสามารถมาเจ็บปวดแทนเราได้เลย" หมอเฉินกล่าว

พลิกชีวิตจากเฉียดตาย ลด 20 กก. ใน 6 เดือน ทวงคืนสุขภาพดีในวัย 54 ปี
แม้จะรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่หมอเฉินเตือนว่า "หัวใจของเขาได้รับความเสียหายอย่างถาวร" และไม่มีวันกลับมาสมบูรณ์ 100% เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม บาดแผลครั้งนั้นทำให้เขาตัดสินใจปฏิวัติตัวเองใหม่ทั้งหมด จนสามารถ ลดน้ำหนักลงได้ถึง 20 กิโลกรัมภายใน 6 เดือน และคงน้ำหนักนี้ไว้ได้นานกว่า 15 ปี ด้วย 2 เคล็ดลับหลัก:
-
ปฏิวัติการกิน: ตัดขาดอาหารแปรรูป ของทอดของมัน และอาหารที่มีน้ำตาลสูงอย่างเด็ดขาด หันมาทานอาหารธรรมชาติ (Whole Foods) ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลและบำรุงหัวใจ
-
ออกกำลังกายอย่างจริงจัง: ช่วงแรกที่หัวใจยังอ่อนแอ เขาเริ่มจากการวิ่งเหยาะๆ เพียงวันละ 10 นาที เมื่อร่างกายฟื้นตัวจึงค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น ปัจจุบันในวัย 54 ปี เขายังคงออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 ครั้ง โดยวิ่งระยะทาง 7-8 กิโลเมตร ควบคู่กับการเล่นเวทเทรนนิ่ง 20-30 นาที
"หลายคนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อโทรศัพท์มือถือ ไปท่องเที่ยว หรือซื้อเครื่องสำอาง แต่กลับเอาสุขภาพไว้เป็นอันดับสุดท้าย โรคร้ายไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่มันเตือนเราล่วงหน้าเสมอ เพียงแต่เรามักอ้างว่า 'งานยุ่ง' หรือ 'ทนอีกหน่อย' อย่ารอให้ต้องมาเสียใจบนเตียงผู้ป่วยแบบผมเลยครับ"

เปิด 7 สัญญาณเตือน "หัวใจวายเฉียบพลัน" ที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด!
นพ. เหลียง เหว่ยสยง (Leung Wing Hung) อายุรแพทย์โรคหัวใจ (ไต้หวัน) อธิบายว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเกิดจากการอุดตันอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและขาดออกซิเจน ซึ่ง "นาทีทอง (Golden Hour)" ในการยื้อชีวิตมีเพียง 6 ชั่วโมงแรกเท่านั้น หากช้ากว่านี้กล้ามเนื้อหัวใจจะเริ่มตาย เซลล์หัวใจวาย และนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงหรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจนเสียชีวิต
ที่น่ากลัวคือ ประมาณ 40% ของผู้ป่วยเสียชีวิตทันทีที่โรคเริ่มกำเริบ โดยสัญญาณเตือนภัย 7 ประการที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ความเหนื่อยล้า มีดังนี้:
-
เจ็บแน่นหน้าอกคล้ายมีของหนักทับ: ร้าวระบมบริเวณอกซ้ายหรือหลังกระดูกอก
-
ความเจ็บปวดลุกลาม: อาการปวดร้าวลามขึ้นไปที่ลำคอ กราม ไหล่ซ้าย หรือร้าวลงไปตามแขนซ้าย
-
หายใจไม่ออก หอบเหนื่อย: เกิดขึ้นกะทันหันแม้ในขณะนั่งพัก หรือขยับตัวเพียงเล็กน้อย
-
เหงื่อออกตัวเย็น: จู่ๆ มีเหงื่อกาฬไหลโชกท่วมตัว ทั้งที่สภาพอากาศไม่ได้ร้อน
-
หน้ามืด วิงเวียน ทรงตัวไม่อยู่: เกิดจากปริมาณเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างเฉียบพลัน
-
คลื่นไส้ อาเจียน หรือแน่นท้อง: สัญญาณนี้อันตรายมากเพราะคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน
-
อ่อนเพลียขั้นสุดอย่างหาสาเหตุไม่ได้: รู้สึกหมดแรง ร่างกายเหมือนถูกสูบพลังงานจนลุกไม่ไหว ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนัก
กลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, เบาหวาน, โรคอ้วน หรือผู้ที่เครียดสะสมเป็นประจำ จำเป็นต้องเฝ้าระวังและสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิดที่สุด หากพบความผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ทันทีครับ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี