พระประวัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เปิดพระประวัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เจ้าฟ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถด้านกฎหมายและนิติธรรม
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทั้งทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้าผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะทางด้านกฎหมายและการยุติธรรม ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์อย่างต่อเนื่อง และทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
พระประวัติและการศึกษา
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ต่อมาในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน และทรงจรดพระกรรบิดกริบพระเกศาพร้อมทรงเจิมพระขวัญตามโบราณราชประเพณี
ทรงเริ่มการศึกษาระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนราชินี จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียน Heathfield ในเมือง Ascot สหราชอาณาจักร ก่อนจะเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ที่โรงเรียนจิตรลดา

เส้นทางสู่นักกฎหมายและพระอัจฉริยภาพขั้นสูง
ในระดับอุดมศึกษา พระองค์ทรงศึกษาควบคู่กันในสองสถาบันชั้นนำของไทย โดยทรงสำเร็จปริญญานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในระหว่างทรงศึกษานั้น ทรงร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับนักศึกษาทั่วไป อาทิ ทรงเป็นผู้อัญเชิญธรรมจักรในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 54 (พ.ศ. 2541)
หลังจากนั้น เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell University) รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Ivy League โดยทรงใช้เวลาเพียง 1 ปีในการสำเร็จปริญญามหาบัณฑิตสาขานิติศาสตร์ (LL.M.) ก่อนจะทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางด้านนิติศาสตร์ (J.S.D.) พร้อมกับทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาในประเทศไทยควบคู่กัน จนทรงสำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิตและเป็นเนติบัณฑิตไทยพร้อมกันในปี พ.ศ. 2548
การรับราชการและพระกรณียกิจเพื่อสังคม
พระองค์ทรงเริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักอัยการสูงสุด และทรงเติบโตในสายงานสู่รองอัยการจังหวัดและอัยการจังหวัด ในปี พ.ศ. 2550 ทรงริเริ่ม "โครงการกำลังใจ (Inspire)" เพื่อประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องขังหญิง เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ในเรือนจำ ทั้งในด้านสาธารณสุข การฝึกอาชีพ และการฟื้นฟูจิตใจ จนกลายเป็นโมเดลที่ได้รับความชื่นชมจากนานาชาติ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย และทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย ประเทศสโลวาเกีย และประเทศสโลวีเนีย ก่อนจะทรงกลับมารับตำแหน่งในสายงานอัยการอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังทรงขับเคลื่อนงานสาธารณกุศลผ่านบทบาทสำคัญต่าง ๆ ได้แก่:
- มูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย: ทรงเป็นประธานกรรมการในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ
- มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ: เน้นการสร้างโอกาสทางอาชีพและให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
- ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย: ประทานทุนการศึกษาแก่ผู้สำเร็จด้านกฎหมายเพื่อไปศึกษาต่อ ณ Cornell Law School เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ
การสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์และพระยศทางทหาร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2562 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระฐานันดรศักดิ์และเฉลิมพระนามขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี และในวันที่ 28 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร โดยทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และได้รับพระราชทานพระยศเป็น พลเอกหญิง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ลำดับพระยศทางทหาร
- พ.ศ. 2543: ร้อยตรีหญิง และนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
- พ.ศ. 2545: ร้อยโทหญิง และนายทหารพิเศษ ประจำกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์
- พ.ศ. 2551: ร้อยเอกหญิง
- พ.ศ. 2561: พลตรีหญิง และนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
- พ.ศ. 2562: พลโทหญิง
- พ.ศ. 2564: พลเอกหญิง และดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
ด้วยพระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม พระองค์จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลระดับนานาชาติมากมาย อาทิ ตำแหน่ง "ทูตสันถวไมตรี" จากกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) และรางวัล Medal of Recognition จากสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
นับเป็นเจ้าฟ้าผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ความรู้ความสามารถเพื่อขับเคลื่อนความยุติธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
