หน้าฝนอย่าซื้อ "4 ผลไม้ยอดฮิต" พ่อค้ามาเตือนเอง! ซ่อนภัยเงียบที่มองไม่เห็น
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เตือนแม่บ้าน! หน้าฝนห้ามซื้อ "4 ผลไม้ยอดฮิต" ร้านเฉลยแผล "ช้ำน้ำ" ภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ในช่วงที่พายุเข้าและมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่องแบบนี้ การออกไปจับจ่ายซื้อของเข้าบ้านนอกจากจะทุลักทุเลแล้ว หากเลือกไม่ดีอาจได้ของแถมเป็นผลไม้เน่าเสียค้างคาตู้เย็นอีกด้วย
ล่าสุด "อาหมู" เจ้าของร้านผลไม้ชื่อดัง "เจินชิงชุ่ย" ของไต้หวัน ได้ออกมาอัดคลิปเตือนผู้บริโภคผ่านโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ "4 ผลไม้ที่ห้ามซื้อหลังฝนตกใหม่ๆ" เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดอาการ "ช้ำน้ำ" ซึ่งมองจากเปลือกภายนอกไม่ออก แต่พอนำกลับบ้านไปไม่กี่วันก็เน่าค้างกล่องทันที
เปิดโฉม 4 ผลไม้ใจเสาะ เจอน้ำฝนทีไร "ช้ำน้ำ" แตกคาตู้
เจ้าของร้านผลไม้รายนี้ระบุว่า ผลไม้กลุ่มที่น่ากลัวที่สุดหลังฝนตกคือผลไม้ประเภทแตงและพืชอุ้มน้ำ โดยเธอได้จัดอันดับ 4 ผลไม้ที่เป็น "บ่อน้ำตา" ของแม่บ้านไว้ดังนี้:
- แตงโม: หลังฝนตกหนัก แตงโมจะดูดน้ำเข้าไปในปริมาณมหาศาลจนเกิดอาการ "ช้ำน้ำ" ซึ่งความน่ากลัวคือมองจากภายนอกเปลือกจะยังดูเขียวสดสวยงามไม่มีรอยตำหนิใดๆ แต่พอผ่าออกมาข้างในเนื้อจะเริ่มเละและยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว
- สับปะรด: สับปะรดที่เก็บเกี่ยวช่วงฝนตกจะดูดซับน้ำเข้าไปสะสมขังอยู่ภายในตาและแกนกลาง ส่งผลให้เนื้อข้างในสุกงอมอย่างรวดเร็วเกินไป ข้อแนะนำคือหากซื้อไปแล้ว "ต้องผ่าและกินให้หมดภายในวันนั้นทันที" ไม่อย่างนั้นเนื้อสับปะรดจะเกิดการหมักและบูดเน่าจนส่งกลิ่นเปรี้ยว
- มะละกอ: จัดเป็นผลไม้ที่ "เกลียดน้ำ" เข้าเส้นชัย เพียงแค่ผิวภายนอกโดนละอองน้ำฝนหรือความชื้นสะสม เปลือกของมะละกอจะเริ่มขึ้นราเป็นจุดดำๆ และเน่าเสียทันที ทั้งๆ ที่เนื้อข้างในยังไม่ทันสุกดีด้วยซ้ำ
- แคนตาลูป / เมลอน: เป็นผลไม้ที่กลัวน้ำไม่แพ้มะละกอ โดยแคนตาลูปหลังโดนฝนจะเริ่มมีอาการเน่าเปื่อยไล่มาจากบริเวณ "ขั้ว" หรือ "ก้น" ของผล สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "ตอนซื้อกลับบ้านวันที่หนึ่งดูปกติไม่มีอะไร แต่พอผ่านไปแค่อีก 2 วันจะเน่าเละจนกินไม่ได้เลย"
"ถ้าอยากกินผลไม้ 4 ชนิดนี้ให้ปลอดภัยและได้รสชาติที่ดี แนะนำว่าหลังจากฝนตกหนักผ่านไปแล้ว ให้ใจเย็นๆ อดใจรอสักประมาณ 2–3 วัน เพื่อให้ผลไม้ในสวนระบายน้ำส่วนเกินออกไปก่อน แล้วค่อยไปเลือกซื้อมาทานจะปลอดภัยที่สุด" — อาหมู เจ้าของร้านผลไม้แนะนำ
iStockphoto
นักโภชนาการอธิบาย "อาการช้ำน้ำ" คืออะไร? เมื่อไหร่ที่ต้องทิ้ง?
ด้าน เซียะ ซื่อเหวิน นักโภชนาการชื่อดังของไต้หวัน ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า อาการ "ช้ำน้ำ" เกิดจากการที่ผลไม้ได้รับน้ำในปริมาณที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือเกิดจากแรงกระแทกจากพายุฝน รวมถึงการติดเชื้อโรคพืชยามหน้าฝน ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเปลือกหรือเนื้อด้านในเกิดอาการเปื่อยยุ่ย ฉ่ำน้ำ และเปลี่ยนสี
โดย เซียะ ซื่อเหวิน ได้ให้คำแนะนำในการพิจารณาเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารไว้ดังนี้:
- ช้ำน้ำเล็กน้อย: หากรอยช้ำน้ำอยู่แค่บริเวณผิวๆ หรือเป็นแค่บางจุด สามารถใช้มีดเฉือนคว้านเนื้อส่วนที่เสียหายทิ้งให้สะอาดหมดจด แล้วนำเนื้อส่วนที่เหลือที่ยังดีอยู่มารับประทานได้ตามปกติ
- ช้ำน้ำรุนแรง: หากผลไม้มีรอยแผลเปิด มีน้ำเยิ้มไหลซึมออกมา ส่งกลิ่นเหม็นอับแปลกๆ หรือเริ่มมีจุด "เชื้อรา" ขึ้นเด่นชัด ห้ามนำมารับประทานเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคและจุลินทรีย์ได้ชอนไชกระจายไปทั่วทั้งผลแล้ว
กฎเหล็กสั้นๆ ที่นักโภชนาการทิ้งท้ายไว้คือ "ถ้าดมแล้วรู้สึกว่ากลิ่นหรือรสชาติเปลี่ยนไปจากธรรมชาติ ให้ตัดใจทิ้งทันที อย่าเสียดายเด็ดขาด"
ข้อดีมุมกลับ: โอกาสทองของสายประหยัด
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านผลไม้อย่างอาหมูก็ได้เผยความลับทางการตลาดว่า ในช่วงที่ฝนตกต่อเนื่องแบบนี้ ราคาสินค้าเกษตรและผลไม้ในท้องตลาดมักจะถูกปรับลดราคาลงมาค่อนข้างถูกและจับต้องได้ง่ายเพื่อเร่งระบายสินค้า
ดังนั้นหากใครที่อยากเซฟเงินในกระเป๋า ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะทองในการเลือกซื้อ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ "เมื่อซื้อกลับมาในราคาถูกแล้ว ต้องรีบกินให้หมดโดยเร็วที่สุด" เพื่อไม่ปล่อยให้มันเน่าคากล่องจนกลายเป็นการเสียเงินเปล่า
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี