ถ้าร่างกายขาด "คาร์โบไฮเดรต" จะเกิดอะไรขึ้น? หมอเตือนอย่าตัดแป้ง ให้กินสิ่งนี้แทนข้าว

ถ้าร่างกายขาด "คาร์โบไฮเดรต" จะเกิดอะไรขึ้น? หมอเตือนอย่าตัดแป้ง ให้กินสิ่งนี้แทนข้าว

ถ้าร่างกายขาด "คาร์โบไฮเดรต" จะเกิดอะไรขึ้น? หมอเตือนอย่าตัดแป้ง ให้กินสิ่งนี้แทนข้าว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ถ้าร่างกายขาด "คาร์โบไฮเดรต" จะเกิดอะไรขึ้น? หมอเตือนอย่าตัดแป้ง อยากลดข้าวให้กินสิ่งนี้ "คาร์บคุณภาพดี" แทน

"คาร์บ" หรือ คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates)  คือหนึ่งในสามสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยสารอาหารชนิดนี้ทำหน้าที่ส่งมอบพลังงานถึง 50% - 65% ของพลังงานทั้งหมดที่ผู้ใหญ่ปกติทั่วไปต้องการในแต่ละวัน

หลายคนตั้งใจอดอาหารมื้อหลักและอยู่ให้ไกลจากคาร์บเพื่อลดน้ำหนัก แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมนี้อาจอัญเชิญอาการ "ผมร่วง" และ "ภาวะโลหิตจาง" ให้มาเยือน แถมยังตามมาด้วยปัญหาสุขภาพอีกเป็นพรวน

นิตยสาร Life Times (生命时报) ได้รวบรวมทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญที่จะมาบอกเล่าว่า ทำไมร่างกายมนุษย์ถึงขาดคาร์บไม่ได้ พร้อมแนะนำวิธีเลือกกินคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดีมาฝากกันครับ

ขาดคาร์บ ผมร่วงกราวหายไปเป็นกระจุก!

จากรายงานของสำนักข่าว China Blue News (中国蓝新闻): มีผู้หญิงคนหนึ่งในเมืองหนิงโป อายุ 40 กว่าปี เธอตั้งใจลดน้ำหนักด้วยการกินแต่โปรตีน และแทบไม่แตะต้องข้าวหรือหมั่นโถว (คาร์บ) เลยเป็นเวลาหลายปี แม้จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ต่ำกว่า 50 กิโลกรัมได้สำเร็จ แต่เส้นผมของเธอกลับบางลงเรื่อย ๆ จนเห็นหนังศีรษะเป็นหย่อมใหญ่ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น โรคผมร่วงเฉียบพลัน (Telogen Effluvium)

ทำไมการไม่กินคาร์บถึงทำให้ผมร่วงรุนแรงขนาดนี้?

เจิ้งเฟยเฟย (郑飞飞) นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนของจีน ได้ให้สัมภาษณ์กับ Life Times ว่า อาหารมื้อหลัก (เช่น ข้าวและแป้ง) อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สำคัญที่สุดและคุ้มค่าที่สุดของร่างกาย

เมื่อเราลดการกินคาร์บลง ร่างกายจะดึงเอาโปรตีนที่เรากินเข้าไปมาเผาผลาญเป็นพลังงานแทน ส่งผลให้โปรตีนที่จะถูกนำไปใช้ซ่อมแซมและคงสภาพโครงสร้างรวมถึงฟังก์ชันของอวัยวะต่าง ๆ (เช่น เส้นผมและผิวหนัง) ลดฮวบลงอย่างมาก นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อลีบหาย ผิวพรรณทรุดโทรม ผมร่วงรุนแรง ร่างกายอ่อนเพลีย และภูมิคุ้มกันต่ำลงในที่สุด

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต

จางซวงชิ่ง (张双庆) นักวิจัยจากสถาบันโภชนาการและสุขภาพ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติจีน (CCDC) ระบุว่า นอกจากการให้พลังงานแล้ว คาร์โบไฮเดรตยังมีส่วนร่วมในการทำงานของเซลล์และช่วยควบคุมระบบเผาผลาญอีกด้วย

สูตรอาหารประเภท "Low-Carb" (กินคาร์บต่ำ) เคยฮิตระเบิดในโลกออนไลน์ จนทำให้คนที่อยากลดน้ำหนักและคุมน้ำตาลพากันตัดข้าวแป้งออกจากมื้ออาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่ "ผิด" การขาดคาร์บจะส่งผลกระทบต่อร่างกายดังนี้:

1. น้ำตาลในเลือดสวิง (เดี๋ยวสูงเดี๋ยวตก) นพ. ชิวซานหู่ (邱山虎) รองผู้อำนวยการแผนกเวชศาสตร์ทั่วไป โรงพยาบาลจงต้าในสังกัดมหาวิทยาลัยตงหนาน ชี้ว่า การไม่กินข้าวแป้งทำให้น้ำตาลในเลือดสวิงขึ้น ๆ ลง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลิน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) และหลังจากที่น้ำตาลตกแล้ว ร่างกายจะตอบสนองจนทำให้น้ำตาลพุ่งสูงขึ้นสลับกันไปมา

2. ลำไส้ขยับตัวช้าลง ธัญพืชไม่ขัดสี พืชหัว (เช่น มันเทศ) และถั่วหลากชนิด เป็นแหล่งของใยอาหาร (ไฟเบอร์) ซึ่งช่วยเพิ่มจำนวนจุลินตินทรีย์ดีในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูก การกินสารอาหารเหล่านี้ไม่เพียงพอจะส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าลง

3. สมองตื้อและทำงานสะดุด การขาดคาร์บทำให้หลุดโฟกัส อ่อนเพลีย ง่วงนอนตลอดเวลา ความจำแย่ลง และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดลง ในกลุ่มผู้หญิงอาจพบอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ เลือดจาง และไม่มีแรงเรี่ยวแรง

4. อารมณ์แปรปรวนและนอนไม่หลับ อาหารมื้อหลักเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินบี (B-Complex) หากร่างกายขาดวิตามินกลุ่มนี้ จะไปรบกวนการหลั่งสารสื่อประสาท ทำให้รู้สึกอารมณ์ดิ่ง หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า

5. เสี่ยงภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Ketoacidosis) เมื่อร่างกายไม่มีคาร์บ จะหันไปสลายไขมันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าการเผาผลาญไขมันที่ไม่สมบูรณ์จะทำให้เกิด "สารคีโตน" สะสมในร่างกายมากเกินไป จนนำไปสู่ภาวะเลือดเป็นกรด ทำให้มีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว ร่างกายขาดน้ำ และในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติหรือสมองขาดออกซิเจนได้

6. เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยซุนยัตเซน (Sun Yat-sen University) พบว่า การกินคาร์บต่ำเกินไปจะทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และส่งเสริมให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปที่ปอด นอกจากนี้ วารสาร Nature Microbiology ของอังกฤษยังระบุว่า พฤติกรรมการกินคาร์บต่ำเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ "มะเร็งลำไส้ใหญ่"

วิธีเลือก "คาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี" (High-Quality Carbs)

จินฮุ่ย (金晖) ผู้อำนวยการแผนกโภชนาการคลินิก โรงพยาบาลจงต้า แนะนำวิธีแยกแยะระหว่างคาร์บชั้นดีและคาร์บชั้นเลวไว้ดังนี้ครับ:

  • "คาร์บชั้นดี" (คาร์บเชิงซ้อน): คืออาหารมื้อหลักที่มีไฟเบอร์สูง ผ่านการแปรรูปน้อย และมีความหนาแน่นของสารอาหารสูง เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี พืชตระกูลหัว ถั่วหลากชนิด และผลไม้สด

  • "คาร์บชั้นเลว" (คาร์บเชิงเดี่ยว): คือน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหาร เช่น น้ำตาลทราย (ซูโครส), ไฮฟรุกโตสคอร์นซิรัป ซึ่งให้แต่พลังงานแต่ไม่มีใยอาหารเลย

ในชีวิตประจำวัน คาร์บหลัก ๆ มาจากอาหารมื้อหลักและผลไม้ โดย ข้าวสวยสุก 100 กรัม (ประมาณ 1 ถ้วยเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ซม.) จะให้คาร์บประมาณ 30 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับขนมปังหรือหมั่นโถวเนื้อแน่นปริมาณ 60 กรัม

ปริมาณคาร์บที่แนะนำต่อวัน (น้ำหนักแห้งก่อนปรุง):

  • วัยรุ่น: ร่างกายและสมองกำลังเติบโต ต้องการพลังงานเต็มที่ ควรได้รับอาหารมื้อหลักอย่างน้อย 300 กรัมต่อวัน

  • ผู้สูงอายุ: ควรได้รับคาร์บคิดเป็น 50% - 60% ของพลังงานทั้งหมด หรือประมาณ 250 กรัมต่อวัน

  • ผู้ป่วยเบาหวาน: ควรทานคาร์บน้อยกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย แต่ ไม่ควรต่ำกว่า 130 กรัมต่อวัน (เทียบเท่าขนมปังโฮลวีต 80 กรัม หรือข้าวสวยสุก 150 กรัม)

พญ. หวังหยวน (王媛) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ จากโรงพยาบาลผู้สูงอายุเกียวโต ชี้ว่า อาหารจากธรรมชาติไม่มีคำว่า "ดีหรือเลว" อย่างสมบูรณ์แบบ หากเรากินคาร์บควบคู่ไปกับการทานไฟเบอร์ในปริมาณที่เหมาะสม คาร์บที่ขัดสีแล้วหลาย ๆ ชนิดก็สามารถเปลี่ยนร่างเป็น "คาร์บที่ดี" ได้เช่นกัน

 ทริกการกินคาร์บให้ได้ประโยชน์สูงสุด

  • ผสมผสานอาหารให้หลากหลาย: ในแต่ละวัน ให้เปลี่ยนข้าวขาวหรือแป้งขัดสีจำนวน 1 ใน 3 ส่วน มาเป็นธัญพืชหยาบ เช่น ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ข้าวโพด หรือพืชหัว เช่น มันเทศ, แครอท, ฟักทอง หรือถั่วต่าง ๆ (เช่น ถั่วเลนทิล, ถั่วดำ, ถั่วลูกไก่) พร้อมทานคู่กับโปรตีนไขมันดี เช่น เนื้อปลา, ไข่, ถั่วเปลือกแข็ง และกินผักใบเขียวให้เพียงพอในทุกมื้อ

  • เลือกวิธีปรุงให้ถูก: การทอด, การคั้นน้ำ (แยกกาก), การต้มเคี่ยวด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานาน หรือการบดอาหารจนละเอียดเกินไป จะทำให้คุณค่าของคาร์บชั้นดีลดลงอย่างมาก ควรเน้นใช้วิธี "นึ่ง" หรือ "ต้ม" เป็นหลัก และเวลาทานเมนูเส้นหรือเกี๊ยว ให้ลองเหยาะน้ำส้มสายชูลงไปสักนิด เพราะกรดจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะไมเลส ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลช้าลง

  • ทริกการสั่งเดลิเวอรี / กินนอกบ้าน: พยายามเลือกข้าวกล้อง ข้าวธัญพืช หรือมันเทศนึ่ง หลีกเลี่ยงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่ หรือเส้นใหญ่ และลดการสั่งเมนูที่น้ำตาลสูง นอกจากนี้ ควรกินขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีไฟเบอร์ให้น้อยลง เช่น คุกกี้, เค้ก, น้ำอัดลม, โยเกิร์ตแต่งรสชาติ และซีเรียลเคลือบน้ำตาล

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล