
ใครควรเลี่ยง "สับปะรด" ประโยชน์เยอะแต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เช็ก 5 กลุ่มที่ต้องระวัง!
ใครควรเลี่ยง "สับปะรด" ผลไม้หวานอมเปรี้ยวอร่อยชื่นใจ ประโยชน์มากมายแต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน
สับปะรด ถือเป็นผลไม้โปรดของใครหลายคน เพราะรสชาติหวานฉ่ำ อมเปรี้ยว ช่วยดับร้อนและเติมความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะทานสด ทำเป็นเครื่องดื่ม หรือใช้ประกอบอาหารก็อร่อยลงตัว อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งย่อมมีสองด้าน แม้แต่ผลไม้ที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูงขนาดนี้ หากทานไม่ถูกวิธีหรือทานมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน
ประโยชน์ดี ๆ จากสับปะรด
สับปะรดไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี, วิตามินบีเกือบทุกชนิด, กรดโฟลิก, แคลเซียม, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม, แมงกานีส และฟอสฟอรัส รวมถึงมี "กรดเฟอรูลิก" (Ferulic acid) ที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อีกด้วย
นอกจากนี้ในสับปะรดยังมีเอนไซม์สุดพิเศษอย่าง "บรอเมเลน" (Bromelain) ซึ่งพบได้ในทุกส่วนแต่จะ หนาแน่นที่สุดบริเวณแกนสับปะรด โดยมีสรรพคุณเด่น ๆ ดังนี้:
-
ช่วยระบบย่อยอาหาร: เอนไซม์บรอเมเลนมีฤทธิ์ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้ไม่รู้สึกแน่นท้องหลังมื้ออาหาร ช่วยลดอาการท้องผูก และลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้
-
ต้านมะเร็ง: ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้และมะเร็งอื่น ๆ เนื่องจากเอนไซม์นี้จะไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสาร ไซโตไคน์ (Cytokine) ออกมาช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง
-
เสริมภูมิคุ้มกันและสมานแผล: มีวิตามินซีสูงและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านหวัด บรรเทาอาการคัดจมูกจากไซนัส และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น (รวมถึงลดอาการบวมหลังผ่าตัดหรือออกกำลังกาย)
-
บำรุงกระดูกและหลอดเลือด: ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน ช่วยลดความดันโลหิตสูง และลดการเกาะตัวเป็นลิ่มเลือดของเกล็ดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น

เปิดลิสต์ 5 กลุ่มโรคที่ควรเลี่ยง (หรือจำกัดปริมาณ) สับปะรด
แม้สับปะรดจะมีประโยชน์รอบด้าน แต่สำหรับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีภาวะเหล่านี้ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษครับ:
-
ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน หรือโรคกระเพาะอาหาร (GERD): ความเป็นกรดสูงของสับปะรดอาจเข้าไปกระตุ้นอาการแสบร้อนกลางอก จุก เสียด และแน่นท้อง
-
ผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร: กรดและเอนไซม์ย่อยโปรตีนจะเข้าไปกัดหรือระคายเคืองแผล ทำให้เกิดอาการแสบร้อนรุนแรงขึ้น
-
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: สับปะรดมีน้ำตาลกลูโคสและซูโครสสูง (สับปะรดครึ่งถ้วยมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม) หากทานมากเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
-
ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin: เอนไซม์บรอมีเลนมีฤทธิ์ลดการเกาะตัวของลิ่มเลือด หากทานร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด อาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายและหยุดไหลยาก
-
ผู้ที่แพ้เอนไซม์บรอมีเลน หรือภาวะแพ้ทางปาก: บางคนทานแล้วมีอาการปากบวม ลิ้นบวม คันคอ หรือมีผื่นขึ้น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดว่าโปรตีนในสับปะรดเป็นสารก่อภูมิแพ้ ผู้ที่แพ้น้ำยางธรรมชาติหรือลาเท็กซ์ ก็มักจะแพ้สับปะรดด้วยเช่นกัน
สับปะรด "ห้าม" กินคู่กับอะไรบ้าง?
-
นมและผลิตภัณฑ์จากนม: เอนไซม์ย่อยโปรตีนอาจทำให้นมจับตัวเป็นก้อน ย่อยยาก และอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียในบางราย
-
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สับปะรดและแอลกอฮอล์ต่างมีความเป็นกรด เมื่อทานคู่กันจะยิ่งทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองมากขึ้น
-
ยาปฏิชีวนะบางชนิด (เช่น Amoxicillin, Tetracycline): สับปะรดจะไปเพิ่มการดูดซึมของยาเหล่านี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เจ็บหน้าอก เลือดกำเดาไหล หนาวสั่น ไข้ขึ้น หรือเวียนหัว
-
อาหารรสจัด: ความเผ็ดร้อนผสมกับกรดของสับปะรด จะยิ่งซ้ำเติมเยื่อบุกระเพาะอาหารให้ระคายเคืองหนักกว่าเดิม
คำแนะนำในการกินสับปะรดอย่างปลอดภัยและเหมาะสม
เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสับปะรดอย่างเต็มที่และหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค
- ควรรับประทานวันละไม่เกิน 1 ถ้วย หรือประมาณ 150 กรัม
- หลีกเลี่ยงการรับประทานสับปะรดตอนท้องว่าง
- ควรนำสับปะรดไปแช่เย็นก่อนรับประทานเพื่อช่วยลดความเป็นกรด
- ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรกินหลังอาหารทันทีเท่านั้น
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :healthline.com