เทน้ำสบู่-น้ำซักผ้าเหลือใช้ “ลงโถส้วม“ ปลอดภัยหรือไม่? กูรูตอบให้ คำถามคาใจงานบ้าน!

เทน้ำสบู่-น้ำซักผ้าเหลือใช้ “ลงโถส้วม“ ปลอดภัยหรือไม่? กูรูตอบให้ คำถามคาใจงานบ้าน!

เทน้ำสบู่-น้ำซักผ้าเหลือใช้ “ลงโถส้วม“ ปลอดภัยหรือไม่? กูรูตอบให้ คำถามคาใจงานบ้าน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไขข้อข้องใจ: การนำน้ำสบู่-น้ำซักผ้ามาล้างส้วมนั้นปลอดภัยหรือไม่?

ในยุคที่ใครๆ ก็อยากเซฟค่าใช้จ่ายภายในบ้าน พฤติกรรมการรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ใหม่กลายเป็นทริคยอดฮิต โดยเฉพาะการกักเก็บน้ำเหลือใช้จากกิจกรรมประจำวัน เช่น น้ำสบู่จากการอาบน้ำ หรือน้ำผงซักฟอกจากการซักผ้า เพื่อนำมาสาดล้างพื้นห้องน้ำหรือเทลงโถส้วม เพราะเชื่อว่านอกจากจะช่วยประหยัดค่าน้ำแล้ว ฟองและกลิ่นหอมของสบู่ยังน่าจะช่วยทำความสะอาดและดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ในตัว แต่คำถามสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็คือ วิธีการนี้ปลอดภัยต่อสุขภัณฑ์และระบบระบายน้ำในระยะยาวจริงหรือ?

ความปลอดภัยต่อตัวสุขภัณฑ์: รอด แต่ไม่สะอาด

หากมองในแง่ของตัวโถสุขภัณฑ์หรือโครงสร้างเซรามิก การเทน้ำสบู่หรือน้ำซักผ้าลงไปนั้น ถือว่า "ปลอดภัย" ในระดับหนึ่ง เพราะน้ำยาเหล่านี้ไม่ได้มีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรงที่จะไปกัดกร่อนพื้นผิวเคลือบของโถส้วมให้เสียหายเหมือนน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรเข้มข้น

ทว่าในแง่ของ "ความปลอดภัยด้านสุขอนามัย" วิธีนี้กลับสอบตกอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากคุณสมบัติของสบู่ซักผ้าหรือสบู่ถูตัว ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อดักจับคราบสกปรกบนผิวหนังและเส้นใยผ้า ไม่ได้มีฤทธิ์ในการสลายคราบฝังลึกอย่างคราบหินปูน คราบปัสสาวะ หรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียสะสมในโถส้วม ยิ่งถ้านำน้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วมาเทซ้ำ สารทำความสะอาดจะเจือจางลงมาก ทำให้โถส้วมกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ไม่ได้รับการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี

ความปลอดภัยต่อระบบบำบัดน้ำเสีย: วิกฤตเงียบที่เสี่ยงส้วมตัน

จุดที่ "ไม่ปลอดภัย" และอันตรายที่สุดกลับอยู่ลึกลงไปใต้ดิน นั่นคือระบบถังบำบัดน้ำเสียหรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่าถังแซท (Sats) ตามหลักสุขาภิบาลที่ถูกต้อง สิ่งปฏิกูลที่ถูกราดลงไปในส้วมจะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง แต่ต้องพึ่งพา "จุลินทรีย์ธรรมชาติ" ที่อาศัยอยู่ในถังบำบัดในการทำหน้าที่ย่อยของเสียให้กลายเป็นน้ำและก๊าซ เพื่อให้ระบบระบายน้ำไหลเวียนได้ตลอดเวลาโดยที่ส้วมไม่เต็ม

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเทน้ำสบู่หรือน้ำซักผ้าเข้มข้นลงไป สารเคมี สารฟอกขาว และน้ำหอมสังเคราะห์ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น จะลงไปทำลายและฆ่าจุลินทรีย์ธรรมชาติในถังบำบัดจนตายยกรัง เมื่อไม่มีจุลินทรีย์คอยย่อยสลาย สิ่งปฏิกูลก็จะเริ่มจับตัวเป็นก้อนแข็ง สะสมหนาขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้เกิดปัญหาส้วมเต็มไว ส้วมกดไม่ลง และมีกลิ่นเหม็นย้อนกลับขึ้นมาตามท่อ ซึ่งการจ้างช่างมาสูบส้วมหรือรื้อระบบท่อใหม่มีราคาแพงกว่าค่าน้ำที่ประหยัดได้หลายเท่าตัว

กลิ่นหอมเคมีที่กลายเป็นกลิ่นฉุนกวนใจ

นอกจากนี้ หลายคนมักเข้าใจผิดว่ากลิ่นหอมของสบู่จะช่วยให้ห้องน้ำหอมสดชื่น แต่ในความเป็นจริง เมื่อน้ำสบู่และน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใช้แล้วไหลไปผสมกับคราบปฏิกูลในท่อระบายน้ำ กลิ่นน้ำหอมเคมีจะตีกับกลิ่นอับชื้นและกลิ่นแก๊สใต้ดิน จนกลายเป็นกลิ่นที่ฉุนเฉียวและน่าเวียนหัว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจของผู้พักอาศัยได้อีกด้วย

ดังนั้น  คำตอบของคำถามที่ว่า "การนำน้ำสบู่-น้ำซักผ้ามาล้างส้วมนั้นปลอดภัยหรือไม่?" จึงสรุปได้ว่า ไม่ปลอดภัยต่อระบบระบายน้ำและสุขอนามัยในระยะยาว แม้จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้หลักสิบบาทจากค่าน้ำ แต่ความเสี่ยงที่ต้องจ่ายค่าซ่อมแซมระบบถังบำบัดหลักพันหรือหลักหมื่นนั้นถือว่าไม่คุ้มค่า

หากต้องการประหยัดอย่างปลอดภัย แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชูในการขัดโถส้วม ซึ่งมีฤทธิ์ขจัดคราบและฆ่าเชื้อโรคได้ดี โดยไม่ทำลายจุลินทรีย์ในถังบำบัด หรือเลือกใช้น้ำยาล้างห้องน้ำสูตรที่ระบุว่าปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและระบบถังแซท จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนและปลอดภัยที่สุดสำหรับบ้านของคุณ

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล