เปิด 4 สาเหตุ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีรอยช้ำตามตัว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรมา อาจไม่ใช่แค่ซุ่มซ่าม

เปิด 4 สาเหตุ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีรอยช้ำตามตัว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรมา อาจไม่ใช่แค่ซุ่มซ่าม

เปิด 4 สาเหตุ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีรอยช้ำตามตัว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรมา อาจไม่ใช่แค่ซุ่มซ่าม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิด 4 สาเหตุ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีรอยช้ำตามตัว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรมา อาจไม่ใช่แค่ซุ่มซ่าม แต่เป็นสัญญาณร่างกายผิดปกติ

เคยไหมครับ? อยู่ดีๆ ก็เจอจ้ำเลือดหรือรอยช้ำสีม่วงๆ เขียวๆ ตามแขนตามขา ทั้งที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าไปเดินชนอะไรมา โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนๆ รอยช้ำปริศนาเหล่านี้มักจะโผล่มาทักทายเราบ่อยเป็นพิเศษ

ในทางการแพทย์ รอยช้ำเหล่านี้เรียกว่า "จ้ำเลือด" (Ecchymosis) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกจนเลือดซึมออกมา ในคนปกติมักเกิดจากการกระแทกเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอาจจะลืมไปแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า บางครั้งรอยช้ำไม่มีสาเหตุก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน!

ทำไม "หน้าร้อน" ถึงเกิดรอยช้ำง่ายกว่าปกติ?

คำตอบทั่วไป คือ "แฟชั่นเสื้อผ้า" ในหน้าร้อนเรามักใส่เสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น ซึ่งต่างจากหน้าหนาวที่ใส่ชุดยาวและหนาคอยช่วยซับแรงกระแทก พอผิวหนังขาด "เบาะรองกันชน" เวลาเราเดินไปสะกิดมุมโต๊ะ หรือโดนอะไรกระแทกเบาๆ แรงนั้นจะส่งตรงถึงหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังทันที ทำให้เส้นเลือดแตกและเกิดรอยช้ำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแขนและขา

4 สาเหตุหลัก ที่อยู่ดีๆ รอยช้ำก็โผล่มาเอง

หากมั่นใจว่าไม่ได้เดินซุ่มซ่ามไปชนอะไรมาแน่ๆ การเกิดรอยช้ำปริศนาอาจมาจาก 4 ปัจจัยนี้ครับ:

1. ผิวหนังและหลอดเลือด "เสื่อมตามวัย"

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังจะเริ่มบางลงและสูญเสียความยืดหยุ่น ยิ่งไปกว่านั้น ผนังหลอดเลือดก็เสื่อมสภาพและเปราะบางตามไปด้วย แค่โดนจับ โดนกด หรือกระแทกเพียงนิดเดียว (ชนิดที่ไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ) ก็ทำให้หลอดเลือดฝอยแตกและเป็นรอยช้ำได้แล้วครับ

2. ผลข้างเคียงจาก "ยาบางชนิด"

ใครที่ต้องทานยาป้องกันลิ่มเลือดอุดตันเป็นประจำ เช่น แอสไพริน (Aspirin), โคลพิโดเกรล (Clopidogrel) หรือ วาร์ฟาริน (Warfarin) ยาเหล่านี้จะไปยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง เมื่อเกิดการกระแทกเพียงเล็กน้อย เลือดจึงไหลออกมามากกว่าปกติและหยุดยาก จนกลายเป็นจ้ำเลือดวงใหญ่

3. โรคประจำตัวเรื้อรัง

  • โรคเบาหวาน: หากคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี น้ำตาลที่สูงจะทำลายเซลล์บุผิวหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเปราะและแตกง่าย

  • โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย: สารพิษที่สะสมในร่างกายจะไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้กระบวนการห้ามเลือดทำได้ยากขึ้น

4. ร่างกายขาดสารอาหาร

  • ขาดวิตามินซี: ขัดขวางการสร้างคอลลาเจน ทำให้โครงสร้างผิวและผนังหลอดเลือดอ่อนแอ

  • ขาดวิตามินเค หรือโปรตีน: สารอาหารสองสิ่งนี้จำเป็นต่อการสร้าง "ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด" ในตับ หากขาดไปจะทำให้เลือดออกง่ายและหายช้า

5 เฉดสีของรอยช้ำ

รอยช้ำปกติที่เกิดจากการกระแทก จะค่อยๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างกายกำลังเร่งเยียวยาตัวเองอยู่ โดยแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้:

  • ระยะที่ 1 สีแดง เพิ่งเจ็บสดๆ ร้อนๆ หลอดเลือดเพิ่งแตก เลือดที่ไหลพูนออกมายังมีออกซิเจนและธาตุเหล็กอยู่เต็มเปี่ยม จึงเห็นเป็นปื้นสีแดง

  • ระยะที่ 2 สีน้ำเงินเข้ม/ดำ ออกซิเจนหมดไป ผ่านไปสักพัก เลือดใต้ผิวหนังเริ่มสูญเสียออกซิเจน สีจะค่อยๆ คล้ำลงจนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือดำ (ถ้ากระแทกลึกถึงชั้นใน ผิวอาจข้ามมาสีนี้ทันที)

  • ระยะที่ 3 สีม่วง ร่างกายส่งกำลังเสริม เข้าสู่วันที่ 1-3 ร่างกายจะเร่งสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่มาที่แผล รอยช้ำจะกลายเป็นสีม่วงปนน้ำเงิน ยิ่งช้ำลึกสีก็จะยิ่งเข้ม

  • ระยะที่ 4 สีเขียว เริ่มสลายตัว เม็ดเลือดแดงที่แตกจะปล่อย "ฮีโมโกลบิน" ออกมา ร่างกายจะเปลี่ยนมันให้เป็นสารเคมีชนิดใหม่เพื่อเคลียร์พื้นที่ ทำให้รอยช้ำกลายเป็นสีเขียว โดยมักมีขอบสีน้ำเงินม่วงล้อมรอบ

  • ระยะที่ 5 สีเหลือง แผลใกล้หายดี ระยะสุดท้าย ฮีโมโกลบินส่วนใหญ่ถูกย่อยสลายกลายเป็นสารที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" ผิวหนังจึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ก่อนจะกลืนหายไปกับสีผิวปกติในที่สุด

 แผลช้ำแบบไหน? ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

โดยทั่วไป รอยช้ำจากการกระแทกจะเปลี่ยนสีตามลำดับ แดง → ม่วง → น้ำเงินเขียว → เหลือง และหายไปเองใน 2 สัปดาห์ แต่ถ้าคุณมีอาการเข้าข่าย 3 ข้อนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลด่วน

  1. รอยช้ำขึ้นถี่ผิดปกติ หรือขยายเป็นวงกว้างในเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้, ปวดข้อ, คันตามผิวหนัง, ปวดท้อง, ปัสสาวะเป็นเลือด, ถ่ายดำ, เลือดออกตามไรฟัน, เลือดกำเดาไหล หรือตาเหลืองตัวเหลือง

  2. แค่สะกิดเบาๆ ก็เป็นจ้ำเลือดขนาดใหญ่ หรือในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเลือดไหลไม่หยุด (ฮีโมฟีเลีย)

  3. เป็นรอยช้ำบ่อยในขณะที่ทานยาละลายลิ่มเลือด (แอสไพริน, วาร์ฟาริน ฯลฯ) ต้องรีบปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อประเมินและปรับขนาดให้เหมาะสม เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในอวัยวะภายในได้ครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล