เปิด 4 สาเหตุ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีรอยช้ำตามตัว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรมา อาจไม่ใช่แค่ซุ่มซ่าม
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เปิด 4 สาเหตุ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีรอยช้ำตามตัว จำไม่ได้ว่าโดนอะไรมา อาจไม่ใช่แค่ซุ่มซ่าม แต่เป็นสัญญาณร่างกายผิดปกติ
เคยไหมครับ? อยู่ดีๆ ก็เจอจ้ำเลือดหรือรอยช้ำสีม่วงๆ เขียวๆ ตามแขนตามขา ทั้งที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าไปเดินชนอะไรมา โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนๆ รอยช้ำปริศนาเหล่านี้มักจะโผล่มาทักทายเราบ่อยเป็นพิเศษ
ในทางการแพทย์ รอยช้ำเหล่านี้เรียกว่า "จ้ำเลือด" (Ecchymosis) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกจนเลือดซึมออกมา ในคนปกติมักเกิดจากการกระแทกเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอาจจะลืมไปแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า บางครั้งรอยช้ำไม่มีสาเหตุก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน!
ทำไม "หน้าร้อน" ถึงเกิดรอยช้ำง่ายกว่าปกติ?
คำตอบทั่วไป คือ "แฟชั่นเสื้อผ้า" ในหน้าร้อนเรามักใส่เสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น ซึ่งต่างจากหน้าหนาวที่ใส่ชุดยาวและหนาคอยช่วยซับแรงกระแทก พอผิวหนังขาด "เบาะรองกันชน" เวลาเราเดินไปสะกิดมุมโต๊ะ หรือโดนอะไรกระแทกเบาๆ แรงนั้นจะส่งตรงถึงหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังทันที ทำให้เส้นเลือดแตกและเกิดรอยช้ำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแขนและขา
4 สาเหตุหลัก ที่อยู่ดีๆ รอยช้ำก็โผล่มาเอง
หากมั่นใจว่าไม่ได้เดินซุ่มซ่ามไปชนอะไรมาแน่ๆ การเกิดรอยช้ำปริศนาอาจมาจาก 4 ปัจจัยนี้ครับ:
1. ผิวหนังและหลอดเลือด "เสื่อมตามวัย"
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังจะเริ่มบางลงและสูญเสียความยืดหยุ่น ยิ่งไปกว่านั้น ผนังหลอดเลือดก็เสื่อมสภาพและเปราะบางตามไปด้วย แค่โดนจับ โดนกด หรือกระแทกเพียงนิดเดียว (ชนิดที่ไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ) ก็ทำให้หลอดเลือดฝอยแตกและเป็นรอยช้ำได้แล้วครับ
2. ผลข้างเคียงจาก "ยาบางชนิด"
ใครที่ต้องทานยาป้องกันลิ่มเลือดอุดตันเป็นประจำ เช่น แอสไพริน (Aspirin), โคลพิโดเกรล (Clopidogrel) หรือ วาร์ฟาริน (Warfarin) ยาเหล่านี้จะไปยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง เมื่อเกิดการกระแทกเพียงเล็กน้อย เลือดจึงไหลออกมามากกว่าปกติและหยุดยาก จนกลายเป็นจ้ำเลือดวงใหญ่
3. โรคประจำตัวเรื้อรัง
-
โรคเบาหวาน: หากคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี น้ำตาลที่สูงจะทำลายเซลล์บุผิวหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเปราะและแตกง่าย
-
โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย: สารพิษที่สะสมในร่างกายจะไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้กระบวนการห้ามเลือดทำได้ยากขึ้น
4. ร่างกายขาดสารอาหาร
-
ขาดวิตามินซี: ขัดขวางการสร้างคอลลาเจน ทำให้โครงสร้างผิวและผนังหลอดเลือดอ่อนแอ
-
ขาดวิตามินเค หรือโปรตีน: สารอาหารสองสิ่งนี้จำเป็นต่อการสร้าง "ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด" ในตับ หากขาดไปจะทำให้เลือดออกง่ายและหายช้า

5 เฉดสีของรอยช้ำ
รอยช้ำปกติที่เกิดจากการกระแทก จะค่อยๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างกายกำลังเร่งเยียวยาตัวเองอยู่ โดยแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้:
-
ระยะที่ 1 สีแดง เพิ่งเจ็บสดๆ ร้อนๆ หลอดเลือดเพิ่งแตก เลือดที่ไหลพูนออกมายังมีออกซิเจนและธาตุเหล็กอยู่เต็มเปี่ยม จึงเห็นเป็นปื้นสีแดง
-
ระยะที่ 2 สีน้ำเงินเข้ม/ดำ ออกซิเจนหมดไป ผ่านไปสักพัก เลือดใต้ผิวหนังเริ่มสูญเสียออกซิเจน สีจะค่อยๆ คล้ำลงจนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือดำ (ถ้ากระแทกลึกถึงชั้นใน ผิวอาจข้ามมาสีนี้ทันที)
-
ระยะที่ 3 สีม่วง ร่างกายส่งกำลังเสริม เข้าสู่วันที่ 1-3 ร่างกายจะเร่งสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่มาที่แผล รอยช้ำจะกลายเป็นสีม่วงปนน้ำเงิน ยิ่งช้ำลึกสีก็จะยิ่งเข้ม
-
ระยะที่ 4 สีเขียว เริ่มสลายตัว เม็ดเลือดแดงที่แตกจะปล่อย "ฮีโมโกลบิน" ออกมา ร่างกายจะเปลี่ยนมันให้เป็นสารเคมีชนิดใหม่เพื่อเคลียร์พื้นที่ ทำให้รอยช้ำกลายเป็นสีเขียว โดยมักมีขอบสีน้ำเงินม่วงล้อมรอบ
-
ระยะที่ 5 สีเหลือง แผลใกล้หายดี ระยะสุดท้าย ฮีโมโกลบินส่วนใหญ่ถูกย่อยสลายกลายเป็นสารที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" ผิวหนังจึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ก่อนจะกลืนหายไปกับสีผิวปกติในที่สุด
แผลช้ำแบบไหน? ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
โดยทั่วไป รอยช้ำจากการกระแทกจะเปลี่ยนสีตามลำดับ แดง → ม่วง → น้ำเงินเขียว → เหลือง และหายไปเองใน 2 สัปดาห์ แต่ถ้าคุณมีอาการเข้าข่าย 3 ข้อนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลด่วน
-
รอยช้ำขึ้นถี่ผิดปกติ หรือขยายเป็นวงกว้างในเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้, ปวดข้อ, คันตามผิวหนัง, ปวดท้อง, ปัสสาวะเป็นเลือด, ถ่ายดำ, เลือดออกตามไรฟัน, เลือดกำเดาไหล หรือตาเหลืองตัวเหลือง
-
แค่สะกิดเบาๆ ก็เป็นจ้ำเลือดขนาดใหญ่ หรือในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเลือดไหลไม่หยุด (ฮีโมฟีเลีย)
-
เป็นรอยช้ำบ่อยในขณะที่ทานยาละลายลิ่มเลือด (แอสไพริน, วาร์ฟาริน ฯลฯ) ต้องรีบปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อประเมินและปรับขนาดให้เหมาะสม เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในอวัยวะภายในได้ครับ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


