เด็ก 7 ขวบ ต้องตัดม้าม-ตับอ่อน หลังล้มโดยมี "1 สิ่ง" ห้อยคออยู่ อุทาหรณ์เตือนทุกบ้าน!

เด็ก 7 ขวบ ต้องตัดม้าม-ตับอ่อน หลังล้มโดยมี "1 สิ่ง" ห้อยคออยู่ อุทาหรณ์เตือนทุกบ้าน!

เด็ก 7 ขวบ ต้องตัดม้าม-ตับอ่อน หลังล้มโดยมี "1 สิ่ง" ห้อยคออยู่ อุทาหรณ์เตือนทุกบ้าน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้แล้วรีบเปลี่ยนด่วน! หมอญี่ปุ่นเตือนภัย "กระบอกน้ำห้อยคอเด็ก" ล้มทีเดียวเสี่ยงอวัยวะภายในฉีกขาด

ไม่ว่าจะในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ผู้ปกครองจำนวนมากมักมีพฤติกรรมเตรียมกระติกน้ำหรือ "กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ" ให้ลูกหลานสะพายติดตัวไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมนอกบ้านเพื่อดื่มน้ำคลายร้อน ตัวกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิเองเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และสะดวกมาก แต่หัวใจสำคัญคือวิธีการใช้งานให้ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำไปใช้เป็นเด็กเล็ก

กุมารแพทย์และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่นได้ออกมาสั่นกระดิ่งเตือนภัยทางหมอครั้งใหญ่ หลังพบเคสอุบัติเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสิ่งของชิ้นนี้อย่างต่อเนื่อง จนมีเด็กบางรายต้องสูญเสียอวัยวะภายในไปตลอดชีวิต เพียงเพราะการสะดุดล้มคว่ำธรรมดา ๆ ระหว่างเดินไปโรงเรียน โดยมี "กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ" เป็นตัวการร่วม

ล้มคว่ำครั้งเดียว แต่อวัยวะภายในพังทลายเพราะกระบอกน้ำ

รายงานจากสื่อญี่ปุ่นระบุว่า การพกพากระบอกน้ำกลายเป็นค่านิยมปกติของเด็กนักเรียนญี่ปุ่นเพื่อป้องกันภาวะฮีทสโตรก (โรคลมแดด) และเพื่อความสะดวก เด็ก ๆ จึงมักมีพฤติกรรม "คล้องสายกระบอกน้ำไว้ที่คอ" หรือ "สะพายแล่งพาดเฉียงหน้าอก" โดยปล่อยให้ตัวกระบอกน้ำห้อยอยู่บริเวณหน้าท้อง ทว่าสมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่นเตือนว่า พฤติกรรมการสะพายแบบนี้สามารถเปลี่ยนเป็นอาวุธร้ายแรงทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เคสตัวอย่างที่พึ่งเกิดขึ้นคือ เด็กชายวัย 7 ขวบรายหนึ่งสะดุดล้มคว่ำหน้าลงกับพื้นแข็งระหว่างเดินไปโรงเรียน เนื่องจากเขาคล้องกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิทำจากโลหะหนาไว้ที่คอ เมื่อร่างกายดิ่งล้มลงกระแทกพื้น ตัวกระบอกน้ำขนาดยักษ์จึงขัดอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าท้องของเด็กกับพื้นซีเมนต์ เกิดเป็นแรงกดอัดสะท้อนกลับที่รุนแรงมหาศาล

หลังเกิดเหตุ เด็กชายมีอาการซึมลงและอาเจียนไม่หยุด เมื่อนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า อวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมดโดนแรงบดอัดของกระบอกน้ำกระแทกเข้าอย่างรุนแรงจนฉีกขาดและบอบช้ำขั้นวิกฤต เพื่อรักษาชีวิตของเด็กเอาไว้ ทีมศัลยแพทย์จำเป็นต้องผ่าตัด "ตัดตับอ่อนออกบางส่วน และตัดม้ามทิ้งทั้งหมด" นอกจากนี้ยังมีรายงานพบเด็กนักเรียนญี่ปุ่นอีกหลายรายที่มีอาการอวัยวะภายในลักษณะเดียวกัน จนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน

ทำไมร่างกายเด็กถึงบาดเจ็บรุนแรงเมื่อกระแทกกับกระบอกน้ำ?

กุมารแพทย์ญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่า สรีระร่างกายของเด็กในวัยประถมยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อหน้าท้องยังบางมาก และมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังสิ้นเปลืองน้อย ทำให้ร่างกายขาด "เบาะกันกระแทก" ตามธรรมชาติที่จะช่วยปกป้องอวัยวะภายใน

เมื่อเด็กล้มคว่ำหน้าลงมา โดยมีวัตถุที่เป็นโลหะแข็งและมีปริมาตรหนาอย่างกระบอกน้ำกั้นอยู่ตรงหน้าอกหรือหน้าท้อง น้ำหนักตัวทั้งหมดของเด็กจะทิ้งดิ่งลงมารวมอยู่ที่จุดเดีย บนวัตถุชิ้นนั้น กระบอกน้ำจึงทำหน้าที่เหมือน "ลิ่มเหล็ก" ที่ตอกทะลวงเข้าสู่ช่องท้องโดยตรง และส่งผ่านแรงทำลายล้างไปยังอวัยวะเนื้อนุ่มที่อยู่ภายใน เช่น ตับ ม้าม กระเพาะอาหาร และตับอ่อน จนฉีก

นอกจากกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิแล้ว แพทย์ยังเตือนถึงสิ่งของชิ้นเล็กแต่แข็งอื่น ๆ ที่พ่อแม่ชอบให้เด็กห้อยคอ เช่น เครื่องเตือนภัยฉุกเฉิน พวงกุญแจ หรือโทรศัพท์มือถือ สิ่งเหล่านี้ก็พร้อมแปรสภาพเป็นวัตถุอันตรายทำลายช่องท้องได้เช่นกันหากเกิดการล้มกระแทก

คำแนะนำทางการแพทย์: เปลี่ยนวิธีพกกระบอกน้ำเพื่อความปลอดภัยของลูก

เพื่อป้องกันอุบัติเหตุสะเทือนใจ แพทย์แนะนำให้ผู้ปกครองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการพกพากระบอกน้ำของลูกหลานดังนี้:

  • เก็บใส่ช่องด้านข้างกระเป๋าเป้: หากกระเป๋านักเรียนมีช่องตาข่ายด้านข้าง ให้สอดกระบอกน้ำเก็บไว้ตรงนั้น หรือใช้สายรัดล็อกตัวกระบอกน้ำให้แนบติดกับสายสะพายไหล่ด้านหน้าของเป้ เพื่อไม่ให้กระบอกน้ำแกว่งไปมาหรือห้อยอยู่ตรงหน้าท้อง

  • ใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ใบใหญ่: สำหรับกระบอกน้ำสแตนเลสที่มีน้ำหนักมาก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือใส่ไว้ในช่องใหญ่ตรงกลางของกระเป๋านักเรียน เพื่อให้กระเป๋าช่วยกระจายน้ำหนักลงบนแผ่นหลังอย่างสมดุล

  • เลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบาในวันทำกิจกรรม: หากวันไหนเด็ก ๆ ต้องไปวิ่งเล่นหรือทัศนศึกษาภายนอก ควรเปลี่ยนมาใช้ขวดน้ำพลาสติกชนิดฟู้ดเกรดที่ทนแรงกระแทกและมีน้ำหนักเบาแทน เพื่อลดแรงเฉื่อยและความรุนแรงหากเกิดการล้ม

กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของเด็ก แต่อันตรายมักเกิดจากความชะล่าใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการพกพาตั้งแต่วันนี้ จะช่วยปกป้องลูกหลานจากความสูญเสียทางร่างกายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

ที่มาข้อมูล: รายงานอุบัติเหตุและคำเตือนภัยผู้บริโภค จากสถานีโทรทัศน์ EBC, สำนักข่าวอัปเดตเศรษฐกิจและสังคม Asia Nikkei และนิตยสารครอบครัว Sunday More

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล