เฉียดตาย! สาววัย 32 พลาสมาขุ่นเหมือนนมข้น หมอเฉลยต้นเหตุใกล้ตัว ไม่ใช่แค่อาหาร

เฉียดตาย! สาววัย 32 พลาสมาขุ่นเหมือนนมข้น หมอเฉลยต้นเหตุใกล้ตัว ไม่ใช่แค่อาหาร

เฉียดตาย! สาววัย 32 พลาสมาขุ่นเหมือนนมข้น หมอเฉลยต้นเหตุใกล้ตัว ไม่ใช่แค่อาหาร
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เฉียดตาย! สาววัย 32 ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน พลาสมาขุ่นเหมือนนมข้น หมอเฉลยต้นเหตุใกล้ตัว ไม่ใช่แค่อาหาร 

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม คุณหลิน หญิงสาววัย 32 ปี ได้กินกุ้งเครย์ฟิชผัดพริกรสจัดจ้าน ตามด้วยแตงโมแช่เย็นอีกครึ่งลูก คืนนั้นเองเธอเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงกะทันหันร่วมกับมีไข้ ครอบครัวจึงรีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉินแผนกโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนประจำมณฑลเจ้อเจียง (วิทยาเขตเฉียนถัง) ทันที

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการรายงานค่าวิกฤตด่วน: ค่าเอนไซม์อะไมเลส (Blood Amylase) และไลเปส (Lipase) ในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (Abdominal CT) พบร่องรอยการรั่วซึมของของเหลวรอบตับอ่อนอย่างชัดเจน แพทย์เวรจึงวินิจฉัยทันทีว่า "เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลด่วน" พร้อมประสานงานทีมแพทย์เฉพาะทางเตรียมพร้อมรับมือ

ไขมันในเลือดพุ่งทะลุกราฟ เจาะเจอ "เลือดสีน้ำนม"

เมื่อผลตรวจไขมันในเลือดส่วนอื่น ๆ ออกมาก็ทำเอาทีมแพทย์ต้องตะลึง:

  • ค่าไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides): สูงกว่า 64.2 mmol/L (ค่าปกติคือ 0 - 1.7 mmol/L) ซึ่งสูงกว่าค่าปกติถึง 37 เท่า!

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol): สูงถึง 18.38 mmol/L (ค่าปกติคือ 0 - 5.18 mmol/L) ซึ่งสูงกว่าปกติมากกว่า 3 เท่า

ระดับไขมันที่พุ่งสูงทะลุเพดานขนาดนี้ ได้กลายเป็นชนวนเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิด "ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจากไขมันในเลือดสูง" (Hyperlipidemic Acute Pancreatitis) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก สงครามแย่งชิงสัญญาณชีพของคุณหลินจากเงื้อมมือมัจจุราชจึงเปิดฉากขึ้นกลางดึก

ระดมทีมแพทย์เปิดแผนด่วน "ล้างพลาสมา" แยกไขมัน

"มีคนไข้ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรงจากไขมันในเลือดสูง ต้องเปลี่ยนถ่ายพลาสมาด่วน!" แพทย์หญิงเจียวเจียว จากแผนกโรคติดเชื้อ รีบโทรศัพท์ประสานงานไปยังแผนกโรคไตทันที เนื่องจากการทำหัตถการเปลี่ยนถ่ายหรือล้างพลาสมา (Plasma Exchange) เป็นวิธีที่เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดในการกวาดล้างไขมันส่วนเกินที่เป็นอันตรายออกจากร่างกาย

เมื่อต่อท่อล้างพลาสมาเข้ากับร่างกาย ในขณะที่เลือดสีแดงเข้มค่อย ๆ ไหลออกจากตัวผ่านเครื่องกรองแยกเพื่อไหลกลับคืนสู่ร่างกายของคุณหลิน ทีมแพทย์และพยาบาลต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึก ทว่าไม่นานทุกคนก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า พลาสมาที่แยกออกมาร่างกายของเธอ ไม่ใช่สีเหลืองใสตามปกติ แต่กลับเป็นสีขาวน้ำนมข้น!

แพทย์หญิงเย่ฉิงฉิง อธิบายว่าในทางการแพทย์เรียกว่า Chylous Blood/Lipemia ซึ่งหมายความว่าในกระแสเลือดเต็มไปด้วยไขมันที่ถูกทำให้เป็นสารแขวนลอยเข้มข้น หลังจากผ่านกระบวนการรักษานานเกือบ 2 ชั่วโมง เครื่องสามารถแยก "ของเหลวอันตราย" นี้ออกมาได้ถึงประมาณ 2,600 มิลลิลิตร เช้ามืดวันต่อมาเมื่อตรวจเลือดซ้ำ พบว่าค่าไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลลดลงไปมากกว่าครึ่ง อาการปวดท้องและไข้เริ่มทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด

เผยตัวการใหญ่! ยาที่ผู้หญิงหลายคนคุ้นเคย

สิ่งที่น่าแปลกใจคือคุณหลินไม่ได้เป็นคนอ้วน และปกติก็ไม่ได้กินอาหารมันเยิ้มขนาดนั้น แต่หลังจากแพทย์ซักประวัติอย่างละเอียด ความจริงก็ปรากฏเธอทาน "ยาคุมกำเนิดชนิดออกฤทธิ์สั้น" (Short-acting Oral Contraceptive Pills) ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อคุมกำเนิดและปรับรอบประจำเดือน

นายแพทย์เฉินหงปัว หัวหน้าแผนกโรคไต ชี้แจงว่า ผู้หญิงบางรายมีความไวต่อยากลุ่มฮอร์โมนสูงมาก การทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ระบบเผาผลาญไขมันพลาสมารวม (Lipoprotein) ทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขั้นวิกฤต ยิ่งเมื่อบวกกับไลฟ์สไตล์ที่เธอชอบดื่มนมผง ชงกาแฟสำเร็จรูป (ซึ่งมีครีมเทียมและน้ำตาลสูง) และก่อนเกิดเหตุยังกินกุ้งเครย์ฟิชที่มันจัดคู่กับแตงโมที่น้ำตาลสูง คอมโบ "น้ำตาลสูง + ไขมันสูง + ยากลุ่มฮอร์โมน" จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ระบบร่างกายพังทลายลง

คำเตือนพิเศษจากแพทย์ถึงผู้หญิงทุกคน

นายแพทย์เฉินหงปัว เน้นย้ำว่า เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องเล็ก และการใช้ยาต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงต้องตระหนักว่า "ยาคุมกำเนิดชนิดออกฤทธิ์สั้น จัดเป็นยาควบคุมที่ต้องมีใบสั่งแพทย์" ไม่ควรไปหาซื้อมาประทานเองตามอำเภอใจ ควรเข้ารับการประเมินความเสี่ยงและผลประโยชน์จากแพทย์ก่อนเสมอ

  • หากกำลังทานยาอยู่: ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

  • หากวางแผนจะทานยา: แนะนำให้ตรวจเช็กค่าไขมันในเลือด (Blood Lipids) และการทำงานของระบบแข็งตัวของเลือด (Coagulation Function) ไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานก่อน

  • ผู้ที่ต้องทานยาระยะยาว: ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กค่าไขมันในเลือดและการทำงานของตับทุก ๆ 3–6 เดือน

  • ข้อพึงระวัง: หากมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน (โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารอิ่มจัดหรือหลังดื่มแอลกอฮอล์) ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีเด็ดขาด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล