เสียงสะท้อนครู! หลักสูตรใหม่ ป.4–ป.6 ถูกตั้งคำถาม ซ้ำซ้อน-ยังไม่ชัด

หลังจากที่มีแนวทางนำร่อง หลักสูตรประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4–ป.6) พ.ศ. 2568 ซึ่งถูกตั้งคำถามจากภาคครูและภาคประชาชนว่า มีความพร้อมเพียงพอแล้วหรือไม่ในการนำไปใช้จริงกับนักเรียนจำนวนมาก
ขณะที่หลักสูตรแกนกลางฉบับปรับปรุงปี 2568 เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่กลับมีหลักสูตรใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่อง “ความซ้ำซ้อน” และทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทย
ครูตั้งคำถาม ระบบพร้อมจริงหรือยัง?
นายสานิตย์ พลศรี นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ และ นายสมคิด หอมเนตร รองประธานสภาปฏิรูปการศึกษาภาคประชาชน พร้อมคณะครู ได้ยื่นหนังสือแสดงความกังวลต่อแนวทางดังกล่าว
โดยชี้ว่า โรงเรียนจำนวนมากยังไม่สามารถยกระดับการใช้หลักสูตรเดิมได้อย่างเต็มที่ ขณะที่นโยบายใหม่กลับเร่งให้เข้าสู่ระบบใหม่ ทำให้ครูและผู้บริหารเกิดความกังวลอย่างมาก

ความซ้ำซ้อน และคำถามด้านกฎหมาย
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การดำเนินการที่ยังไม่ชัดเจนในเชิงกฎหมายและกระบวนการ เนื่องจากหลักสูตรแกนกลางฉบับปรับปรุงยังไม่ผ่านการใช้งานครบทุกช่วงชั้น และยังไม่มีผลการประเมินอย่างเป็นระบบ
ทำให้เกิดคำถามว่า การเดินหน้าครั้งนี้เป็นแผนที่วางไว้แล้ว หรือเป็นการดำเนินการที่ยังไม่ผ่านการศึกษาครบถ้วน
เสี่ยงเกิดความเหลื่อมล้ำในห้องเรียน
หากเปิดให้โรงเรียนเลือกใช้หลักสูตรใหม่แบบสมัครใจ อาจทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างโรงเรียน
- เด็กแต่ละโรงเรียนเรียนไม่เหมือนกัน
- ผู้ปกครองสับสนในการเลือกแนวทาง
- เด็กย้ายโรงเรียนต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด
ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการเรียนรู้ในระยะยาว
ภาระตกที่ครู ระบบรองรับยังไม่ชัด
ครูระดับ ป.4–ป.6 อาจต้องปรับทั้งวิธีสอน เนื้อหา และการวัดผลในเวลาเดียวกัน ขณะที่คำถามเรื่องงบประมาณ การอบรม และสื่อการเรียนการสอน ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ
โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่งบประมาณในหลักสูตรเดิม ยังไม่สามารถจัดหาหนังสือเรียนได้ครบทุกวิชา

ของเดิมยังไม่ชัด ของใหม่จะไปต่ออย่างไร?
อีกประเด็นสำคัญคือ การนำร่องในระดับ ป.1–3 ก่อนหน้านี้ ยังไม่มีการเปิดเผยผลลัพธ์อย่างเป็นระบบต่อสาธารณะ
ทำให้เกิดคำถามต่อว่า มีข้อมูลเพียงพอแล้วหรือไม่ ก่อนขยายไปสู่ช่วงชั้นถัดไป
ข้อเสนอจากภาคครู
ภาคครูเสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาควรดำเนินการแบบ “ทั้งระบบ” มากกว่าการปรับเฉพาะบางช่วงชั้น
- ควรใช้หลักสูตรแกนกลางให้ครบก่อน
- มีการวิจัยและประเมินผลอย่างชัดเจน
- เปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
การเปลี่ยนหลักสูตรครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนใหญ่” ของระบบการศึกษาไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยคำถามเรื่องความพร้อม เพราะสุดท้ายแล้ว หากการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอาจไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “นักเรียนไทย” ทั้งระบบ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

