รู้จัก 5 ตำแหน่งในร่างกาย "กลิ่นแก่แรงที่สุด" ไม่ใช่รักแร้หรือจุดซ่อนเร้น

รู้จัก 5 ตำแหน่งในร่างกาย "กลิ่นแก่แรงที่สุด" ไม่ใช่รักแร้หรือจุดซ่อนเร้น

รู้จัก 5 ตำแหน่งในร่างกาย "กลิ่นแก่แรงที่สุด" ไม่ใช่รักแร้หรือจุดซ่อนเร้น
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

5 ตำแหน่งในร่างกาย "กลิ่นแก่แรงที่สุด" ไม่ใช่รักแร้หรือจุดซ่อนเร้น แพทย์ผิวหนังแนะนำวิธีลดกลิ่น

เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่ามีกลิ่นตัวเฉพาะตัวที่คล้ายกลิ่นน้ำมันหืน หรือที่เรียกกันว่า “กลิ่นคนแก่” ซึ่งมักทำให้รู้สึกกังวลใจ แต่ในความเป็นจริง กลิ่นนี้ไม่ได้เกิดจากการดูแลความสะอาดไม่ดีเพียงอย่างเดียว

นพ. สวี ฉางเจี๋ย อายุรแพทย์ด้านผิวหนัง อธิบายว่า กลิ่นดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของน้ำมันบนผิวหนังตามวัย ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย

ต้นเหตุ “กลิ่นคนแก่” มาจากอะไร

นพ. สวี ฉางเจี๋ย ระบุในรายการ “Zhu Ni Jian Kang” ว่า เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ง่าย

กระบวนการดังกล่าวจะสร้างสารที่ชื่อว่า 2-Nonenal ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นคล้ายน้ำมันหืน โดยกลิ่นนี้สามารถติดอยู่ทั้งบนผิวหนัง เสื้อผ้า และเครื่องนอนได้

จุดเสี่ยงที่เกิดกลิ่นได้ง่าย

บริเวณที่มีต่อมไขมันมาก มักเป็นจุดที่เกิดกลิ่นได้ง่าย โดยเฉพาะ

  1. หนังศีรษะ
  2. หลังใบหู
  3. ท้ายทอย
  4. หน้าอก
  5. แผ่นหลัง

เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของร่างกายลดลง ทำให้ไขมันเกิดการเสื่อมสภาพได้ง่าย และส่งผลให้กลิ่นเด่นชัดมากขึ้น

ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดกลิ่นนี้

กลิ่นแก่ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น บางคนอาจเริ่มมีกลิ่นตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปี ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญของแต่ละคน

โดยทั่วไปพบในผู้ชายชัดเจนกว่า เนื่องจากฮอร์โมนแอนโดรเจนกระตุ้นการผลิตน้ำมันบนผิว ส่วนผู้หญิงมักเริ่มมีในช่วงหลังหมดประจำเดือน เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง

วิธีลดกลิ่นแก่ให้ได้ผล

การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดกลิ่นได้ โดยมีแนวทางดังนี้

  • การทำความสะอาดอย่างเหมาะสม: หากผู้สูงอายุมีผิวแห้ง ไม่ควรอาบน้ำฟอกสบู่รุนแรงเกินไป แต่สำหรับจุดที่มันง่าย (เช่น หลังหู ท้ายทอย) ยังคงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเช็ดล้างให้เพียงพอ

  • ความสะอาดของเครื่องนอน: ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าและเครื่องนอนเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้คราบไขมันสะสมจนเกิดกลิ่นเหม็น

  • การปรับพฤติกรรมการกิน: เน้นรับอาหารรสอ่อน ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเสริมวิตามิน C และวิตามิน E ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ

  • เครื่องดื่มช่วยได้: การดื่มชาเขียวซึ่งมีสารโพลีฟีนอลสูง มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและลดการเกิดกลิ่นได้เช่นกัน

กลิ่นแก่เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด การดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต จะช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์และเพิ่มความมั่นใจได้ในระยะยาว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล