อาร์เมเนียเตรียมจัด COP17 แต่สิ่งแวดล้อมในประเทศยังน่าห่วง เทียบไทยเห็นภาพชัด

อาร์เมเนียเตรียมจัด COP17 แต่สิ่งแวดล้อมในประเทศยังน่าห่วง เทียบไทยเห็นภาพชัด

อาร์เมเนียเตรียมจัด COP17 แต่สิ่งแวดล้อมในประเทศยังน่าห่วง เทียบไทยเห็นภาพชัด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

แม้อาร์เมเนียกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก COP17 แต่สถานการณ์สิ่งแวดล้อมภายในประเทศกลับสะท้อนความท้าทายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นเวทีสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อกรุงเทพฯ จัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยระบบนิเวศทางน้ำและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่พัทยาเป็นเจ้าภาพการประชุมด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน เวทีเหล่านี้ไม่ใช่เพียงงานเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นพื้นที่ต่อยอดนโยบายจริง ทั้งด้านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และคุณภาพอากาศ

บริบทดังกล่าวยิ่งมีความหมาย เมื่ออีก 6 เดือนข้างหน้า อาร์เมเนีย ประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคคอเคซัสใต้ ซึ่งมีประชากรราว 3 ล้านคน เตรียมเป็นเจ้าภาพ COP17 เวทีสำคัญที่ทั่วโลกจับตาว่าประเทศต่าง ๆ ปกป้องธรรมชาติได้จริงเพียงใด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่อาร์เมเนียจะจัดงานได้หรือไม่ แต่คือ "ความน่าเชื่อถือ" ในการเป็นตัวแทนประเด็นสิ่งแวดล้อมระดับโลก

ปัญหาสะสม: น้ำเสีย ของเสีย และมลพิษอุตสาหกรรม

อาร์เมเนียเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ทั้งน้ำปนเปื้อน การจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ และมลพิษจากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ "ทะเลสาบเซวาน" แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการผิดพลาดมานาน

ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจากการใช้น้ำเพื่อเกษตรและพลังงาน ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง คุณภาพน้ำแย่ลง และเกิดปรากฏการณ์สาหร่ายบูมจากสารอาหารส่วนเกินในน้ำ จนทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล

ธนาคารโลกระบุว่า พื้นที่รอบทะเลสาบยังไม่มีระบบจัดเก็บขยะที่ครบวงจร ทำให้แม่น้ำกลายเป็นทางผ่านของของเสียที่ไม่ได้รับการบำบัดไหลลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง

ดินปนเปื้อนหนัก-เหมืองแร่กระทบวงกว้าง

มลพิษจากอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ในอาร์เมเนียถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มีพื้นที่กว่า 50,000 เฮกตาร์ปนเปื้อนโลหะหนักในระดับสูง บางแห่งสูงกว่าค่าปกติหลายสิบเท่า

 

แหล่งกักเก็บกากอุตสาหกรรมที่สร้างมาตั้งแต่ยุคโซเวียตยังคงใช้งานอยู่ใกล้ชุมชน โดยมีสารพิษอย่างโลหะหนักและไซยาไนด์

แม่น้ำเดเบดเป็นอีกตัวอย่างชัดเจน หลังโรงถลุงทองแดงในเมืองอาลาเวร์ดีปล่อยของเสียลงแม่น้ำมานานหลายสิบปี ทำให้ตะกอนดินยังคงปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ขณะที่น้ำเสียจากโรงงานจำนวนหนึ่งยังไหลลงแม่น้ำโดยไม่ผ่านการบำบัด

แม้จะมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่การบังคับใช้ยังไม่เข้มงวด และมักมาช้าเกินไป

เมืองหลวงเผชิญวิกฤตอากาศ-ขยะ สถานการณ์ในเมืองใหญ่ก็ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะกรุงเยเรวาน เมืองหลวงของอาร์เมเนีย ที่องค์การสหประชาชาติระบุว่ามีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในภูมิภาคคอเคซัสใต้

คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นยิ่งซ้ำเติมปัญหา ทั้งด้านสุขภาพและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่มลพิษทางอากาศรุนแรงขึ้นจากโอโซนระดับพื้นดินและฝุ่นละออง

ด้านการจัดการขยะ หลุมฝังกลบนูบาราเชนใกล้กรุงเยเรวานเกิดไฟไหม้บ่อยครั้ง ส่งควันพิษกระจายทั่วเมือง ภาพเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำคำถามถึงความพร้อมของประเทศในการเป็นเจ้าภาพเวทีสิ่งแวดล้อมระดับโลก

นักสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชี้ว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด แต่สะท้อนการขาดยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างเป็นระบบ

โครงสร้างนโยบายอ่อนแอ-พลังงานยังพึ่งพาต่างชาติ รายงานของ OECD ปี 2024 ระบุว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมของอาร์เมเนียยังมีช่องว่างเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล หลายกรณีบริษัทสามารถ "จ่ายค่าชดเชย" แทนการป้องกันความเสียหายได้

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังไม่สม่ำเสมอ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมักถูกให้ความสำคัญเหนือสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงาน อาร์เมเนียยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าเป็นหลัก ขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังพัฒนาไม่เต็มที่ แม้มีศักยภาพสูง รวมถึงยังใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมตซามอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักเกือบ 30%

เทียบไทย: ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีทิศทาง

เมื่อเทียบกับไทย แม้ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน แต่ภาพรวมถือว่ามีโครงสร้างนโยบายที่ชัดเจนกว่า

ไทยมีแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพปี 2023–2027 ที่กำหนดเป้าหมายชัดเจน พร้อมกรอบการเงินสนับสนุน ปัจจุบันพื้นที่อนุรักษ์ครอบคลุมราว 17% ของพื้นที่ประเทศ และเพิ่มขึ้นในเขตทางทะเล

นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 และลดการปล่อยลงสูงสุด 47% ภายในปี 2035 ในทางปฏิบัติ ไทยมีการพัฒนาระบบติดตามคุณภาพอากาศและน้ำ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขยะ และเชื่อมโยงนโยบายสิ่งแวดล้อมเข้ากับเศรษฐกิจ เช่น การขนส่งไฟฟ้า และการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

COP17 เวทีทดสอบ "ความน่าเชื่อถือ"

ความแตกต่างนี้ทำให้ COP17 ที่อาร์เมเนียไม่ได้เป็นเพียงเวทีทางการทูต แต่เป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของประเทศเจ้าภาพ

แม้อาร์เมเนียจะชูแนวคิด "ลงมือเพื่อธรรมชาติ" แต่สถานการณ์จริงภายในประเทศตั้งแต่ทะเลสาบเซวานจนถึงกรุงเยเรวาน กลับสะท้อนคำถามสำคัญว่า การลงมือทำที่แท้จริงคืออะไร

ขณะที่ประสบการณ์ของไทยชี้ให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาจากคำประกาศ แต่ต้องอาศัยนโยบายที่ต่อเนื่อง การบังคับใช้จริง และการลงทุนระยะยาว

การเป็นเจ้าภาพ COP17 อาจทำให้อาร์เมเนียได้รับความสนใจจากทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญแรงกดดันและการเปรียบเทียบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ปัญหาภายในประเทศกลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติทันที

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล