ทารก 5 เดือนอาเจียนแต่ "เงียบผิดปกติ" หมออุ้มปุ๊บส่งตรวจสมอง รู้สาเหตุพ่อแม่ใจสลาย
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1976/9884618/new-thumbnail1200x720_v2(1).jpgทารก 5 เดือนอาเจียนแต่ "เงียบผิดปกติ" หมออุ้มปุ๊บส่งตรวจสมอง รู้สาเหตุพ่อแม่ใจสลาย

ทารก 5 เดือนอาเจียนแต่ "เงียบผิดปกติ" หมออุ้มปุ๊บส่งตรวจสมอง รู้สาเหตุพ่อแม่ใจสลาย

แชร์เรื่องนี้

ทารก 5 เดือนอาเจียน แต่ "เงียบผิดปกติ" หมออุ้มปุ๊บเจอ 3 สัญญาณอันตราย รู้สาเหตุพ่อแม่ใจสลาย

ในห้องฉุกเฉินกุมารเวชศาสตร์ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เสียงร้องไห้จ้า แต่คือ "เด็กที่เงียบจนผิดปกติ" นพ. อู๋ชางเถิง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน จากไต้หวัน เปิดเผยกรณีศึกษาที่น่าสะเทือนใจ เมื่อพ่อแม่วัยรุ่นคู่หนึ่งพาลูกน้อยวัย 5 เดือนมาพบแพทย์ด้วยอาการอาเจียนต่อเนื่องและทานนมได้น้อย โดยสงสัยว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่นั้นอันตรายถึงชีวิต

เมื่อ นพ. อู๋ชางเถิง รับเด็กมาอุ้ม เขาสัมผัสได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ แม้เด็กจะไม่มีไข้และไม่มีบาดแผลภายนอกที่ชัดเจน แต่สัญชาตญาณและการสังเกตอย่างละเอียดทำให้เขาพบสัญญาณเตือนที่นำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่แท้จริง

3 สัญญาณอันตรายจากการสัมผัสตัวเด็ก

นพ. อู๋ชางเถิง ระบุว่าในขณะที่อุ้มทารกคนดังกล่าว เขาพบความผิดปกติ 3 ประการที่ทำให้ต้องส่งตรวจคอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) โดยด่วน:

  • สายตาไม่โฟกัส: ดวงตาของเด็กลอย ไม่สบตาหรือมองตามสิ่งเร้าตามพัฒนาการที่ควรจะเป็น
  • ตัวอ่อนปวกเปียก: กล้ามเนื้อไม่มีความตึงตัว (Low Muscle Tone) ร่างกายอ่อนนิ่มผิดปกติเมื่อถูกอุ้ม
  • ขนาดรอบศีรษะโตเกินไป: ศีรษะมีลักษณะโตกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะมีของเหลวหรือเลือดคั่งในสมอง

ผลการตรวจ CT Scan และ MRI ยืนยันสิ่งที่น่าตกใจ คือพบ "ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นหนา" (Subdural Hematoma) ทั้งสองข้าง โดยมีทั้งเลือดเก่าและใหม่ปะปนกัน แสดงให้เห็นว่าเด็กถูกกระทำรุนแรงซ้ำๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

นอกจากนี้ ยังตรวจพบเลือดออกในจอประสาทตาและรอยกระดูกซี่โครงหักเก่า ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนของภาวะ "การบาดเจ็บทางสมองจากการถูกทารุณกรรม" (Abusive Head Trauma)

iStockphoto

โศกนาฏกรรมจากการเขย่าเด็ก: 70% ต้องเผชิญผลกระทบตลอดชีวิต

นพ. อู๋ชางเถิง กล่าวด้วยความเสียใจว่า ส่วนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การวินิจฉัยโรค แต่เป็นการต้องกลับไปบอกความจริงอันโหดร้ายแก่พ่อแม่ของเด็ก

พร้อมอธิบายว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดจากการที่ผู้ดูแลมีความเครียด เหนื่อยล้า หรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด จนนำไปสู่การ "เขย่าตัวและศีรษะเด็กอย่างรุนแรง" ซึ่งส่งผลเสียอย่างถาวรต่อสมองที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่

สถิติระบุว่ากว่า 70% ของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บทางสมองในลักษณะนี้ จะมีอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทในระยะยาว เช่น โรคลมชัก พัฒนาการล่าช้า หรือมีความพิการทางสติปัญญาไปตลอดชีวิต

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล หากรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจนไม่สามารถรับมือกับการร้องไห้ของลูกได้ ให้วางลูกไว้ในที่ที่ปลอดภัย เช่น เตียงเด็ก แล้วเดินออกมาจากห้องชั่วครู่เพื่อหายใจลึกๆ และสงบสติอารมณ์ หรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น "ห้ามเขย่าตัวเด็กโดยเด็ดขาด" เพราะเพียงเสี้ยววินาทีของการขาดสติอาจทำลายอนาคตของเด็กไปตลอดกาล

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หากมีความสงสัยแม้เพียงเล็กน้อยห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด เพราะการละเลยสัญญาณเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียอนาคตของเด็กไปทั้งชีวิต

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :iStockphoto