รู้ทันก่อนสาย! "เมลิออยด์โดสิส" คืออะไร? หลังพบดับแล้ว 23 ราย อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายกว่าที่คิด

รู้ทันก่อนสาย! "เมลิออยด์โดสิส" คืออะไร? หลังพบดับแล้ว 23 ราย อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายกว่าที่คิด

รู้ทันก่อนสาย! "เมลิออยด์โดสิส" คืออะไร? หลังพบดับแล้ว 23 ราย อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายกว่าที่คิด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เตือนภัยโรคเมลิออยด์โดสิส หรือ โรคไข้ดิน รู้ทันอาการ โรคที่มากับดิน น้ำ รักษาช้า อาจอันตรายถึงชีวิต

โรคเมลิออยด์โดสิส หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “โรคไข้ดิน” เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมและช่วงฤดูฝน หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อโรคนี้ แต่ในความเป็นจริงถือเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามรุนแรงจนเสียชีวิตได้

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคนี้พบได้ทุกปี และมักเกิดในกลุ่มที่ต้องสัมผัสดิน น้ำ โคลน หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด จึงควรรู้จักอาการเบื้องต้น วิธีป้องกัน และแนวทางรับมืออย่างถูกต้อง

โรคเมลิออยด์โดสิส คืออะไร

โรคเมลิออยด์โดสิส (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ชื่อว่า Burkholderia pseudomallei เชื้อนี้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในดิน น้ำ และโคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ชื้นแฉะ พื้นที่เกษตร หรือบริเวณที่มีน้ำขัง

ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ช็อก และเสียชีวิตได้

 

ต้นตอสาเหตุ มาจากอะไร

โรคไข้ดินไม่ได้เกิดจากการกินดิน แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกาย โดยช่องทางหลัก ได้แก่

  • เชื้อเข้าทางบาดแผลหรือผิวหนังที่มีรอยถลอก
  • สัมผัสดิน น้ำ หรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • สูดดมฝุ่นละอองจากดินที่มีเชื้อ
  • ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือปนเปื้อน

ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ชาวนา เกษตรกร คนงานก่อสร้าง หรือผู้ที่เดินลุยน้ำบ่อย มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

อาการโรคเมลิออยด์โดสิส เป็นอย่างไร

อาการของโรคแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน โดยอาจแสดงอาการภายใน 1-21 วัน หลังรับเชื้อ หรือบางรายใช้เวลานานกว่านั้น

เช็กอาการเบื้องต้น

  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก
  • หายใจเหนื่อย หายใจลำบาก
  • มีฝีหนองตามผิวหนัง
  • แผลบวมแดง แผลเรื้อรัง
  • ปวดท้อง หรือมีอาการคล้ายติดเชื้อทั่วไป

หากอาการรุนแรง เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ความดันตก ช็อก หรือเสียชีวิตได้

โรคไข้ดิน ติดต่อกันได้ไหม

โดยทั่วไป โรคเมลิออยด์โดสิสไม่ติดต่อจากคนสู่คนง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19 การติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อปนเปื้อน

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก อาจมีการติดต่อผ่านสารคัดหลั่งหรือเลือดของผู้ป่วย จึงควรให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างเหมาะสม

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสป่วยรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่

  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • โรคไตเรื้อรัง
  • โรคตับ
  • โรคปอดเรื้อรัง
  • ธาลัสซีเมีย
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้สูงอายุ

ป้องกันอย่างไร ลดเสี่ยงติดโรคไข้ดิน

  • สวมรองเท้าบู๊ตเมื่อลงนา ลงสวน หรือพื้นที่แฉะ
  • สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสดินหรือโคลน
  • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากมีแผล
  • รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที
  • ดื่มน้ำสะอาด ผ่านการกรองหรือต้มสุก
  • ล้างมือก่อนกินอาหารทุกครั้ง
  • หากมีไข้หลังลุยน้ำหรือทำงานกลางแจ้ง ควรรีบพบแพทย์

รักษาเบื้องต้นอย่างไร

หากสงสัยว่าติดเชื้อ ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะโรคนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะทางและรักษาต่อเนื่องภายใต้การดูแลของแพทย์

แนวทางเบื้องต้น คือ

  • รีบไปโรงพยาบาลหากมีไข้สูงเกิน 2 วัน
  • แจ้งแพทย์ว่ามีประวัติสัมผัสดิน น้ำ หรือมีโรคประจำตัว
  • ดูแลแผลให้สะอาด ไม่แกะหรือบีบฝีเอง
  • กินยาตามแพทย์สั่งให้ครบ แม้อาการดีขึ้นแล้ว

ข้อควรระวังสำคัญ

โรคเมลิออยด์โดสิสอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อทั่วไป ทำให้หลายคนชะล่าใจและมาพบแพทย์ช้า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุร่วมกับแผลอักเสบหรือเหนื่อยหอบ ควรรีบตรวจทันที

โรคไข้ดินอันตรายแค่ไหน

แม้โรคเมลิออยด์โดสิสจะไม่ใช่โรคใหม่ แต่ยังเป็นภัยสุขภาพที่ต้องระวัง โดยเฉพาะคนที่ทำงานสัมผัสดิน น้ำ และผู้มีโรคประจำตัว หากรู้ทันอาการ ป้องกันตัวเอง และรีบพบแพทย์เมื่อมีความเสี่ยง ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมาก

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล