2,842 ชีวิต “ระเหย” หายในกาซา? เปิดข้อเท็จจริงสุดสะพรึง "ระเบิดสุญญากาศ" ที่โลกกำลังจับตา
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1974/9873206/383766.jpg2,842 ชีวิต “ระเหย” หายในกาซา? เปิดข้อเท็จจริงสุดสะพรึง "ระเบิดสุญญากาศ" ที่โลกกำลังจับตา

2,842 ชีวิต “ระเหย” หายในกาซา? เปิดข้อเท็จจริงสุดสะพรึง "ระเบิดสุญญากาศ" ที่โลกกำลังจับตา

แชร์เรื่องนี้

เปิดข้อเท็จจริง “ระเบิดสุญญากาศ” ในกาซา อาวุธต้องห้าม ที่ถูกจับตา หลังปมผู้สูญหายกว่า 2,842 ราย ระเหย ไม่เหลือแม้แต่ร่าง จริงหรือ?

ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อในฉนวนกาซา ประเด็นเรื่องการใช้อาวุธร้ายแรงอย่าง “ระเบิดสุญญากาศ” (Thermobaric / Vacuum Bomb) ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง หลังมีรายงานอ้างว่า ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2,800 คน “ระเหยหายไป” โดยแทบไม่เหลือชิ้นส่วนร่างกายให้พิสูจน์อัตลักษณ์

รายงานเชิงสืบสวนของ Al Jazeera เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ระบุว่า หน่วยป้องกันพลเรือนในกาซาบันทึกตัวเลขผู้สูญหายจำนวน 2,842 ราย นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2023 โดยบางกรณีพบเพียงคราบเลือดหรือเศษชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เท่านั้น

“ระเบิดสุญญากาศ” คืออะไร ทำไมถูกมองว่าร้ายแรง

แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนเครื่องดูดอากาศ แต่ในทางทหาร อาวุธชนิดนี้เรียกว่า อาวุธเทอร์โมบาริก (Thermobaric Weapon) หรือ Fuel-Air Explosive (FAE) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Enhanced Blast Weapons

กลไกทำงานมี 2 ขั้นตอนสำคัญ

  • ขั้นแรก หัวรบจะปล่อยเชื้อเพลิงออกมาเป็นละอองฟุ้งกระจายในอากาศ สามารถแทรกซึมเข้าอาคาร ถ้ำ หรืออุโมงค์
  • ขั้นที่สอง จุดระเบิดละอองเชื้อเพลิงนั้น ทำให้เกิดลูกไฟอุณหภูมิสูงมาก และคลื่นแรงอัดที่ยาวนานกว่าระเบิดทั่วไป

คำว่า “สุญญากาศ” มาจากปรากฏการณ์หลังการเผาไหม้ที่ใช้ออกซิเจนจำนวนมาก ทำให้เกิดแรงดันอากาศติดลบชั่วขณะ ซึ่งอาจทำลายอวัยวะภายใน เช่น ปอด แม้ไม่ได้ถูกสะเก็ดระเบิดโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า การเติมผงอะลูมิเนียม แมกนีเซียม หรือไทเทเนียมในส่วนผสม สามารถเพิ่มอุณหภูมิการระเบิดได้ราว 2,500–3,500 องศาเซลเซียส

ตัวเลข “2,842 ราย” มาจากไหน

มาห์มูด บาซาล โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนในกาซา อธิบายว่า ตัวเลขดังกล่าวมาจากกระบวนการตรวจสอบหน้างาน โดยเปรียบเทียบจำนวนผู้อยู่อาศัยในบ้านกับจำนวนศพที่พบ

หากทราบว่ามีผู้อยู่อาศัย 5 คน แต่พบศพสมบูรณ์เพียง 3 คน และค้นหาอย่างละเอียดพบเพียงคราบเลือดหรือชิ้นส่วนเล็กน้อย อีก 2 คนจะถูกบันทึกว่า “สูญหาย” หรือในบางรายงานใช้คำว่า “ระเหย” ในเชิงอุปมา

อย่างไรก็ตาม สื่อตะวันตกอย่าง AP News และ Reuters ชี้ให้เห็นอีกมุมว่า กาซามีอาคารถล่มทับซ้อนกันจำนวนมาก การค้นหาร่างใต้คอนกรีตหลายพันตันโดยขาดเครื่องจักรหนักแทบเป็นไปไม่ได้ ทำให้คำว่า “สูญหาย” อาจหมายถึง “ยังไม่พบร่าง” มากกว่าการสลายไปในอากาศ

ข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธ และหลักฐานที่ยังถกเถียง

การสืบสวนของ Al Jazeera ระบุถึงอาวุธหลายชนิดที่ผลิตในสหรัฐฯ เช่น

  • MK-84 “Hammer” น้ำหนักราว 900 กก. บรรจุไตรโทนอล
  • BLU-109 ระเบิดทำลายบังเกอร์แบบหน่วงเวลา
  • GBU-39 ระเบิดนำวิถีความแม่นยำสูง

มีรายงานว่าพบชิ้นส่วนปีกของ GBU-39 ในบางจุดที่มีผู้สูญหาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันทางนิติวิทยาศาสตร์ระดับสากลว่าเป็นการใช้อาวุธเทอร์โมบาริกโดยตรง

เว็บไซต์ด้านการทหารอย่าง The War Zone เคยตั้งข้อสังเกตจากภาพถ่ายขีปนาวุธ Hellfire ที่มีแถบสีแตกต่างจากรุ่นปกติ ซึ่งอาจเป็นรุ่นหัวรบพิเศษ (เช่น AGM-114N) แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน

กฎหมายสงครามว่าอย่างไร

ปัจจุบันยังไม่มีสนธิสัญญาที่ “ห้าม” อาวุธเทอร์โมบาริกโดยตรง แต่การใช้งานต้องอยู่ภายใต้ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ซึ่งกำหนดหลักสำคัญ เช่น

  • ต้องแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน
  • ต้องได้สัดส่วน (Proportionality)

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เตือนว่า อาวุธที่มีรัศมีทำลายล้างกว้างไม่เหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่เมืองที่มีประชากรหนาแน่น เพราะยากต่อการควบคุมผลกระทบต่อพลเรือน

ด้านนักกฎหมายบางรายมองว่า หากพิสูจน์ได้ว่าอาวุธถูกใช้โดยไม่แยกแยะเป้าหมาย อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

ข้อเท็จจริงที่ยังต้องรอคำตอบ

สงครามอิสราเอล–ฮามาสทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 72,000 คนตามรายงานบางสำนัก แต่สำหรับผู้สูญหายอีกกว่า 2,800 ราย สาเหตุที่แท้จริงยังคงเป็นคำถามใหญ่

พวกเขา “ระเหย” จากอุณหภูมิและแรงอัดระดับสูง หรือยังคงอยู่ใต้ซากอาคารที่ยังไม่สามารถกู้ได้?

คำตอบอาจต้องรอการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์หลังสงครามสงบลง ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปได้อย่างชัดเจน 100%