ศิลปกรรม DPU เปิดเวที Thesis Fashion Show โชว์ศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ แฟชั่นจากห้องเรียนสู่ตลาดจริง

ศิลปกรรม DPU เปิดเวที Thesis Fashion Show โชว์ศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ แฟชั่นจากห้องเรียนสู่ตลาดจริง

ศิลปกรรม DPU เปิดเวที Thesis Fashion Show โชว์ศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ แฟชั่นจากห้องเรียนสู่ตลาดจริง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดเวทีสอบศิลปนิพนธ์พร้อมมินิแฟชั่นโชว์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาแสดงศักยภาพการออกแบบครบกระบวนการ ตั้งแต่การวิจัยตลาด วางกลยุทธ์แบรนด์ ไปจนถึงการนำเสนอผลงานแฟชั่นในรูปแบบที่เชื่อมโยงกับการทำธุรกิจจริง สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ “ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต” โดยอธิการบดี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ที่มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่สายอาชีพอย่างมืออาชีพ ณ Makerspace มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลวรรณ พัชรพรพิพัฒน์ สารสุข หัวหน้าหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยถึงกิจกรรม “Thesis / Mini Thesis Fashion Show” ของสาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น ว่า เป็นเวทีแสดงผลลัพธ์การเรียนรู้ในช่วงปลายทางของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งถือเป็น “การสอบสุดท้าย” ที่นักศึกษาต้องนำเสนอผลงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการคิด การค้นหากลุ่มเป้าหมาย การศึกษาตลาด การวางแผนการตลาด (Marketing Plan) ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์แฟชั่นของตนเองออกมาเป็นรูปธรรม
1142106_0_0
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลวรรณ ระบุว่า จุดสำคัญของการสอบครั้งนี้อยู่ที่การทำให้เห็น “ภาพรวมของแบรนด์” ไม่ใช่เพียงการออกแบบเสื้อผ้าเป็นรายชิ้น แต่รวมถึงองค์ประกอบการสื่อสารแบรนด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชุดที่ออกแบบจริง ตลอดจนสื่อประกอบ เช่น ถุง ป้าย แท็ก และรายละเอียดต่าง ๆ ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ โดยหลังการสอบนำเสนอผลงาน นักศึกษาจะมีการจัดเดินมินิแฟชั่นโชว์เพื่อให้เห็นภาพรวมของผลงานและการสไตลิ่งบนรันเวย์ พร้อมเชิญผู้ปกครองเข้าร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา

สำหรับธีมภาพรวมของงานในปีนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลวรรณ กล่าวว่า นักศึกษาเป็นผู้ร่วมกันกำหนดแนวคิดและชื่อธีม โดยใช้ชื่อว่า “New Bloom Rising” สื่อถึงดอกไม้ที่เพิ่งเริ่มผลิบาน เปรียบเหมือนการเริ่มฉายแววของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวออกสู่เส้นทางอาชีพ
1142108_0_0
เมื่อถามถึงความแตกต่างของงานในแต่ละปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลวรรณ อธิบายว่า ธีมและโจทย์ของนักศึกษาจะเปลี่ยนไปตามกลุ่มเป้าหมายและเทรนด์ที่แต่ละรุ่นเลือกศึกษา โดยปีนี้มีนักศึกษาบางคนให้ความสนใจกับตลาดเสื้อผ้าแนว “Unisex /Genderless” ซึ่งสะท้อนเทรนด์แฟชั่นระดับโลก และมีบางคนหยิบความสนใจเฉพาะทาง เช่น กลุ่มผู้ชื่นชอบคอสเพลย์ มาต่อยอดเป็นแนวคิดแบรนด์เครื่องแต่งกายประเภทชุดแต่งงานของตนเอง รวมถึงการออกแบบให้เชื่อมกับความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น การตีโจทย์ “ชุดแต่งงาน” ให้สอดคล้องกับรสนิยมของกลุ่มเป้าหมายที่เลือกศึกษา โดยย้ำว่า “หัวข้อใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นทุกปี” ตามมุมมองและการสำรวจตลาดของนักศึกษาแต่ละรุ่น

ด้านจำนวนผลงานในงานแฟชั่นโชว์ ผศ.กมลวรรณ ระบุว่า ปีนี้มีผลงานรวมประมาณ 30 ชุด โดยมีทั้งชุดที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมนำเสนอในวันงาน และบางส่วนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อเพิ่มเติม ซึ่งมีรุ่นพี่และศิษย์เก่ามาร่วมช่วยสนับสนุนในด้านสไตลิ่งและการเตรียมความพร้อมเพื่อให้งานโชว์ออกมาสมบูรณ์ที่สุด ขณะเดียวกันนักศึกษาพยายามทำหลายอย่างด้วยตนเองมากขึ้น ทั้งเพื่อควบคุมต้นทุนและเพื่อฝึกการทำงานจริง ตั้งแต่การวางระบบงานไปจนถึงการจัดพื้นที่โชว์ โดยเลือกใช้จุดเด่นของสถานที่ Makerspace  ภายในมหาวิทยาลัย ที่พื้นที่เพดานสูงและบรรยากาศที่เหมาะกับการจัดรันเวย์ พร้อมระดมแรงร่วมกันจนสามารถจัดงานได้ภายใต้เวลาจำกัด ซึ่งบางช่วงมีการทำงานต่อเนื่องถึงดึก
1142109_0_0
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชาที่ใช้เป็นแกนหลักของกิจกรรมคือ “ศิลปนิพนธ์ (Thesis)” ซึ่งแม้จะเป็นงานด้านศิลปะและการออกแบบ แต่หลักสูตรของที่นี่ถูกออกแบบให้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยกำหนดให้นักศึกษาต้อง “สร้างแบรนด์แฟชั่นให้เห็นจริง” หมายถึงต้องมีการศึกษาตลาด วางกลยุทธ์การขาย ออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ เช่น โลโก้ และแผนการสื่อสาร รวมถึงต้องมีแนวทางการขายออนไลน์และการพรีเซนต์แบรนด์อย่างมืออาชีพ เพื่อให้ผลงานไม่จบแค่บนเวทีแฟชั่นโชว์ แต่ต่อยอดเป็นพอร์ตโฟลิโอและต้นแบบทางธุรกิจได้

สำหรับประโยชน์ที่นักศึกษาจะได้รับ โดยในเทอมถัดไปนักศึกษาจะเข้าสู่การฝึกงาน และผลงานศิลปนิพนธ์ชุดนี้จะเป็น Portfolio ที่มีน้ำหนัก ช่วยให้นักศึกษาใช้สมัครฝึกงานหรือยื่นงานในสายอาชีพได้ พร้อมยกตัวอย่างศิษย์เก่าหลายรุ่นที่เริ่มต้นจากแบรนด์ศิลปนิพนธ์ก่อนพัฒนาจนเป็นแบรนด์จริง และสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ โดยชี้ว่า การสร้างแบรนด์แฟชั่นต้องอาศัยความอดทน การสร้างเครือข่าย การหาทุน การประสานงานกับช่างและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และต้องใช้เวลาให้แบรนด์ค่อย ๆ ก่อตัวจนมีตลาดรองรับ
1142111_0_0
ในมุมมองต่อแนวโน้มอาชีพแฟชั่น หัวหน้าหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มองว่า ปัจจุบันวัยรุ่นจำนวนมากไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับงานเดียว หลายคนทำงานประจำควบคู่กับการทำแบรนด์แฟชั่นเล็ก ๆ หรือขายสินค้าในวันหยุด เมื่อกิจการเริ่มอยู่ตัวก็สามารถกลับมาทำแบรนด์แฟชั่นที่รักได้เต็มเวลา พร้อมเน้นว่า “การพาแบรนด์ไปต่อ” ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานในทางสร้างสรรค์ เจ้าของแบรนด์ต้องกล้าออกไปหาโอกาส เข้าอบรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างเครือข่าย และทำให้คนรู้จักแบรนด์อยู่เสมอ เพราะนอกจากการขายในตลาดหรือออกบูธแล้ว ยังต้องเข้าถึงแหล่งสนับสนุนและพันธมิตรที่จะช่วยผลักดันให้แบรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วย

ด้านนางสาวพลอยเนื้อแพร ตัณฑศรี (เมี้ยว) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาธุรกิจและการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยถึงประสบการณ์การเรียนรู้จากรายวิชา “ศิลปนิพนธ์” ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่ให้นักศึกษาสร้าง “ตราสินค้าแฟชั่น” ของตนเองเสมือนการทำแบรนด์จริง ตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ วางทิศทางสินค้า ไปจนถึงการออกแบบคอลเลกชัน และวางแผนการขายให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
1142112_0_0
โดยโจทย์ของรายวิชานี้มุ่งให้นักศึกษาพัฒนาผลงานอย่างเป็นระบบ โดยกรณีของตนเป็นการทำงานเดี่ยวและต้องออกแบบผลงานจำนวน 5 ชุด ซึ่งทุกชุดเป็นการออกแบบด้วยตนเองทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดแนวคิดหลัก การนำเสนอไอเดียเบื้องต้น และการคัดเลือกแนวทางที่เหมาะสม ก่อนพัฒนาเป็นคอลเลกชันที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน

สำหรับคอนเซปต์ที่ได้รับเลือกในครั้งนี้ คือ “ชุดทำงานแบบไร้เพศ” (Genderless Workwear) ที่ไม่มีข้อจำกัดทางเพศในการสวมใส่ โดยกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นวัยทำงานอายุประมาณ 25–35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และต้องการเครื่องแต่งกายที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมอธิบายอีกว่า ลักษณะของชุดจะอยู่กึ่งทางการ เน้นความคล่องตัว สวมใส่ได้หลากหลายโอกาส ส่วนด้านแรงบันดาลใจ ต้องการสื่อสารแนวคิด “ความไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ” เพราะการไร้ข้อจำกัดทางเพศควรมาพร้อมพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ผู้สวมใส่เป็นตัวเองได้โดยไม่ถูกตีกรอบ จึงนำแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแนว Brutalism มาต่อยอดเป็นภาษาการออกแบบ ผ่านโครงสร้างที่ไม่ยึดติดความสมมาตร ความดิบ ความแข็งแรง และพื้นผิวที่ไม่เน้นความเรียบเนี๊ยบ แต่ให้ความสำคัญกับรูปทรงและโครงสร้างเป็นหลัก เพื่อสะท้อน “เนื้อแท้” และความเป็นอิสระ
1142113_0_0
ทั้งนี้ นางสาวพลอยเนื้อแพร ระบุว่า หนึ่งในหัวใจของการสร้างแบรนด์ คือการเริ่มต้นจาก “ลูกค้า” โดยต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ทั้งไลฟ์สไตล์ การทำงาน การใช้ชีวิต รายได้ ตลอดจนรสนิยมการแต่งกาย และสภาพแวดล้อมที่ลูกค้าอยู่ เพื่อพัฒนาเป็นภาพจำลองลูกค้า (Persona) จากนั้นจึงค่อยวางตำแหน่งของแบรนด์ (Positioning) และออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการได้จริง

เมื่อถามถึงคำแนะนำจากอาจารย์ผู้สอน นางสาวพลอยเนื้อแพร กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอแนะในเรื่องการจัดวางไอเทมบางชิ้นที่อาจยังไม่ลงตัวนัก แต่หากมีการสลับหรือปรับการแมตช์ลุคจะทำให้ภาพรวมดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากผู้ที่พบเห็นผลงานระหว่างการนำเสนอ โดยมีคำชื่นชมว่า “ดูดี” และ “เท่” ซึ่งทำให้มีกำลังใจในการพัฒนาคอลเลกชันต่อไป และรอรับผลประเมินจากคณะกรรมการและอาจารย์อย่างเป็นทางการ
1142114_0_0
นางสาวพลอยเนื้อแพร ยังเปิดเผยว่า ได้เริ่มต้นวางรากฐานการทำแบรนด์ของตนเองแล้ว โดยสร้างช่องทางบนโซเชียลมีเดียเพื่อเตรียมต่อยอดสู่ตลาดจริงในอนาคต สำหรับชื่อแบรนด์ ใช้ชื่อว่า “Ground Square (กราวด์ สแควร์)” ซึ่งสื่อถึงแนวคิด “พื้นฐาน” และ “การยกกำลังสอง” เปรียบเหมือนการเพิ่มพื้นที่และเปิดความเป็นไปได้จากจุดเริ่มต้นเดิม โดยสะท้อนภาพของสถาปัตยกรรมที่เริ่มจากโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเดิม ส่วนชื่อคอลเลกชันยังอยู่ระหว่างการพัฒนา เนื่องจากเป็นคอลเลกชันแรก และในอนาคตมีแผนจะต่อยอดผลงานโดยปรับเปลี่ยนคอนเซปต์และแรงบันดาลใจไปตามช่วงเวลา แต่ยังคงจุดยืนด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศอย่างต่อเนื่อง

“รายวิชานี้ช่วยเสริมทักษะสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะ “การคิดวิเคราะห์เชิงธุรกิจ” จากเดิมที่ไม่คุ้นเคยเรื่องธุรกิจ ได้เรียนรู้ว่าการสร้างแบรนด์ไม่ใช่การออกแบบให้สวยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ยังทำให้เห็นเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย เพราะแม้ไม่ได้ทำแบรนด์ของตนเอง ก็สามารถต่อยอดไปสู่งานในอุตสาหกรรมแฟชั่นได้หลายสาย ทั้งงานออกแบบ งานการตลาด งานธุรกิจ หรือการทำงานในองค์กรและแผนกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนว่าความรู้จากสาขาธุรกิจและการออกแบบแฟชั่นสามารถนำไปใช้ได้จริงในโลกการทำงานอย่างรอบด้าน” นางสาวพลอยเนื้อแพร กล่าว
1142116_0_0
ด้าน นางสาวปาลิตา เสนะสกุล หรือกันดั้ม นักศึกษาชั้นปี 4 สาขาธุรกิจและการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยถึงแนวคิดและกระบวนการทำผลงานออกแบบแฟชั่นนำรายวิชาศิลปนิพนธ์ อาจารย์เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานที่สะท้อนตัวตนของตนเองอย่างเต็มที่ โดยตั้งต้นจากคำถามว่าเรียนรู้อะไรมาบ้าง และอยากทดลองฉีกกรอบจากสไตล์เดิมที่เคยทำหรือไม่ ซึ่งสำหรับตนเองปกติไม่ชอบใช้สีสันจัดจ้านมากนัก แต่เมื่อได้ลองทำงานที่เน้นการใช้สี ก็พบว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่สนุกและท้าทายความสามารถอย่างมาก

“ผลงานชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพอาคารที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นอาคารบริเวณแถบมหาสมุทรที่ผู้คนนิยมเดินทางไปถ่ายภาพและเช็กอินในต่างประเทศ มีเอกลักษณ์ด้านรูปทรงและสีสันที่โดดเด่น จึงนำมาถ่ายทอดเป็นแนวคิดการออกแบบเสื้อผ้า โดยเลือกใช้แม่สีที่ตัดกัน เช่น สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีดำ  เพื่อดึงดูดสายตาและสร้างมิติการรับรู้ให้กับผู้มอง ขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายของผลงานคือผู้ที่รักศิลปะ กล้าแสดงออก และมีความมั่นใจ รวมถึงกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ที่ต้องการเสื้อผ้าสำหรับใส่ออกงาน เนื่องจากชุดมีรายละเอียดและโครงสร้างที่โดดเด่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงต้องอาศัยความมั่นใจของผู้สวมใส่เป็นสำคัญ” นักศึกษาชั้นปี 4 สาขาธุรกิจและการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าว
1142117_0_0
ในกระบวนการออกแบบ อาจารย์ให้คำแนะนำทั้งด้านโครงสร้างแพตเทิร์น การนำรูปทรงทางสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้า รวมถึงการคัดเลือกสีให้เหลือเฉพาะโทนที่โดดเด่น ขณะเดียวกันตนได้ทดลองเลือกใช้วัสดุหลายรูปแบบจนได้ผ้าที่สวมใส่สบาย มีความยืดหยุ่น และสามารถจัดหาได้จริง โดยเลือกใช้ผ้าโพลีเอสเตอร์เพื่อควบคุมเฉดสีตามแนวคิดของงาน ทั้งนี้ผลงานใช้ระยะเวลาพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 ภายใต้กระบวนการเรียนรู้เชิงระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การกำหนดการใช้งาน ไปจนถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ทำให้ผลงานสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในตลาดได้
1142118_0_0
นอกจากนี้ อาจารย์ยังสนับสนุนให้นักศึกษาลองสร้างแบรนด์ของตนเองและทดลองทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย โดยนางสาวปาลิตา อธิบายต่อว่า ได้พัฒนาแบรนด์แฟชั่นในชื่อ “GAVION” ซึ่งสะท้อนตัวตนของผู้ออกแบบ และเปิดช่องทางบน Instagram และ TikTok เพื่อสำรวจการตอบรับจากกลุ่มผู้สนใจ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามและสอบถามเกี่ยวกับผลงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเรียนในสาขาธุรกิจและการออกแบบแฟชั่นช่วยให้มองการออกแบบในมิติของความเป็นจริงทางธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด กลุ่มลูกค้า ไปจนถึงกระบวนการผลิต ทำให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่สายอาชีพได้จริง และในอนาคตตั้งเป้าพัฒนาตนเองในสายงานสไตลิสต์ควบคู่กับการต่อยอดแบรนด์แฟชั่นของตนเองต่อไป

อัลบั้มภาพ 12 ภาพ

อัลบั้มภาพ 12 ภาพ ของ ศิลปกรรม DPU เปิดเวที Thesis Fashion Show โชว์ศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ แฟชั่นจากห้องเรียนสู่ตลาดจริง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล