ผักอายุวัฒนะ "วัชพืช" ที่คนไทยคุ้นเคย รู้สรรพคุณแล้วทึ่ง สมุนไพรทั่วโลกยกย่อง

ผักอายุวัฒนะ "วัชพืช" ที่คนไทยคุ้นเคย รู้สรรพคุณแล้วทึ่ง สมุนไพรทั่วโลกยกย่อง

ผักอายุวัฒนะ "วัชพืช" ที่คนไทยคุ้นเคย รู้สรรพคุณแล้วทึ่ง สมุนไพรทั่วโลกยกย่อง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผักเบี้ยใหญ่ วัชพืชสรรพคุณดั่งทอง สมุนไพรใช้แพร่หลายทั่วโลก กินถูกเป็นยาอายุวัฒนะ กินผิดเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

ผักเบี้ยใหญ่ (Purslane) หรือ Portulaca oleracea เป็นพืชที่พบได้ทั่วโลก ในบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา มักถูกมองว่าเป็นวัชพืชที่สร้างความรำคาญ แต่ในหลายประเทศ เช่น เม็กซิโก จีน และประเทศในเอเชีย กลับนิยมรับประทานเป็นอาหารหรือใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยในภาษาจีนเรียกผักชนิดนี้ว่า “ผักแห่งความยืนยาว” หรือ “ผักอายุวัฒนะ”

ผักเบี้ยใหญ่จัดเป็นพืชอวบน้ำ (succulent) ที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในลำต้น จึงเติบโตได้ดีในพื้นที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะสำหรับปลูกในภูมิอากาศที่พืชชนิดอื่นอาจไม่รอดชีวิต และยังดูแลง่าย เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลารดน้ำต้นไม้เป็นประจำ

ผักเบี้ยใหญ่

ประโยชน์ของผักเบี้ยใหญ่ (Purslane Benefits)

แม้จะดูเหมือนวัชพืช แต่ผักเบี้ยใหญ่ได้รับการจัดอันดับโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลก เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย

1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย โดยมีสารสำคัญ เช่น วิตามิน A, เบตาแคโรทีน, วิตามิน C, กลูตาไธโอน, เมลาโทนิน และเบตาเลน ซึ่งช่วยลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา และลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

2. ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง

ผักเบี้ยใหญ่มีสารฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ และโพลีแซ็กคาไรด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มต้น

3. บำรุงหัวใจ

เป็นพืชที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูงที่สุดในบรรดาพืชบนบก ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคสมองขาดเลือด อีกทั้งยังอาจช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม

4. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

มีรายงานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานผักเบี้ยใหญ่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และอาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้

5. เสริมสร้างกระดูกและฟัน

อุดมด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

6. ประโยชน์อื่น ๆ

  • ช่วยสมานแผล
  • บำรุงตับ
  • บรรเทาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ
  • ช่วยลดการติดเชื้อจากไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา

ผักเบี้ยใหญ่ต้ม

คุณค่าทางโภชนาการของผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่มีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลาย เช่น วิตามิน A, C, โฟเลต (วิตามิน B9), โพแทสเซียม, แคลเซียม, เหล็ก, แมกนีเซียม และโคลีน

สารอาหารต่อ 1 ถ้วย (ประมาณ 43 กรัม)

  • พลังงาน: 7 กิโลแคลอรี
  • โปรตีน: น้อยกว่า 1 กรัม
  • ไขมัน: น้อยกว่า 1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต: 1 กรัม
  • ไฟเบอร์: น้อยกว่า 1 กรัม
  • น้ำตาล: น้อยกว่า 1 กรัม

ข้อควรระวังในการรับประทาน

ผักเบี้ยใหญ่มีกรดออกซาลิก (Oxalate) ซึ่งอาจทำให้เกิดนิ่วในไต โดยเฉพาะในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นนิ่วหรือมีโรคไตอยู่แล้ว หากต้องการรับประทาน ควรต้ม หรือลวกก่อน เพื่อช่วยลดกรดออกซาลิกในผัก

นอกจากนี้ ผักเบี้ยใหญ่มีรสเค็มตามธรรมชาติ ผู้ที่ควบคุมปริมาณโซเดียมควรจำกัดการบริโภค ส่วนหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

รายงานทางการแพทย์จากจีน

ในปี 2022 โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เจ้อเจียง (ประเทศจีน) รายงานผู้ป่วย 6 รายที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันหลังรับประทานผักเบี้ยใหญ่ในปริมาณมาก แพทย์ตรวจพบผลึกเล็กจำนวนมากอุดตันท่อไต และพบระดับครีอะตินีนในเลือดสูงผิดปกติ สาเหตุเกิดจากการรับกรดออกซาลิกมากเกินไปในระยะเวลาสั้น ๆ

สรุป

ผักเบี้ยใหญ่ แม้จะดูเหมือนวัชพืช แต่เต็มไปด้วยสารอาหารและสรรพคุณที่มีคุณค่าทางยา ถือเป็น “ผักอายุวัฒนะ” ที่สามารถปลูกและรับประทานได้เองที่บ้าน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคไต หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพในระยะยาว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล