
หากสังเกตภาพถ่ายเก่าๆ หรือภาพวาดบุคคลในยุคก่อน จะพบว่าคนส่วนใหญ่มักไม่ยิ้มเลย หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น บทความนี้จะพาย้อนเหตุผลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ทำให้ “รอยยิ้ม” ไม่ใช่สิ่งธรรมดาในอดีต
ในช่วงศตวรรษที่ 19 การถ่ายภาพต้องใช้เวลานานมาก บางครั้งต้องนั่งนิ่งอยู่ได้นานถึง 10–30 นาที การยิ้มค้างไว้นานขนาดนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้ คนส่วนใหญ่จึงเลือกแสดงสีหน้าเรียบเฉย เพื่อให้ภาพชัดเจนและไม่เบลอ
ภาพวาดบุคคลในอดีตมักใช้เพื่อแสดงสถานะ อำนาจ และความมีเกียรติ รอยยิ้มจึงถูกมองว่าไม่เหมาะสม หรือแสดงถึงความไร้สาระ โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง เช่น ขุนนาง พระราชา หรือพ่อค้ามีฐานะ
ยุคก่อนระบบทันตกรรมยังไม่ทันสมัย คนส่วนใหญ่มีปัญหาฟันผุ ฟันหลอ หรือฟันเปลี่ยนสี การยิ้มเผยฟันจึงไม่ใช่สิ่งน่าภูมิใจ หลายคนจึงตั้งใจไม่ยิ้มเพื่อหลีกเลี่ยงการแสดงฟันในภาพ
บางวัฒนธรรมในอดีตมองว่าการยิ้มในภาพเหมือนเป็นพฤติกรรมของคนระดับล่าง หรือแสดงถึงความไม่จริงใจ การควบคุมสีหน้าถือเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามและการอบรมสั่งสอน โดยเฉพาะในชนชั้นสูง
การยิ้มในภาพถ่ายเริ่มแพร่หลายมากขึ้นหลังยุค 1920s–1930s เมื่อกล้องถ่ายรูปพัฒนาขึ้น ทำให้ไม่ต้องโพสนาน และเกิดวัฒนธรรมภาพถ่ายครอบครัว งานรื่นเริง และการท่องเที่ยว รอยยิ้มจึงกลายเป็นภาพแทนความสุขและความเป็นกันเอง
เหตุผลที่คนในอดีตไม่ยิ้มในภาพถ่ายหรือภาพวาด มาจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยี วัฒนธรรม และค่านิยมทางสังคม ซึ่งต่างจากยุคปัจจุบันที่รอยยิ้มกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความเป็นมิตร

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :BBC Future ,Smithsonian Magazine