อาหารรสชาติไหน ดีต่อสุขภาพที่สุด เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เผ็ด วิจัยได้คำตอบเซอร์ไพรส์!

อาหารรสชาติไหน ดีต่อสุขภาพที่สุด เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เผ็ด วิจัยได้คำตอบเซอร์ไพรส์!

อาหารรสชาติไหน ดีต่อสุขภาพที่สุด เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เผ็ด วิจัยได้คำตอบเซอร์ไพรส์!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เผ็ด อูมามิ รสชาติไหนที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด งานวิจัยเฉลยแล้ว คำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง

มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งประเทศจีน ได้ทำการวิจัยร่วมกันเป็นเวลา 8 ปี และตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ)

การศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมชาวจีนเกือบ 500,000 คน อายุระหว่าง 30–79 ปี พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารรสเผ็ดเป็นประจำทุกวัน มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคระบบทางเดินหายใจลดลง

ผลการศึกษา:

  • การกินอาหารเผ็ด 2 วันครั้ง ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตลง 14%

  • ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ

แม้แพทย์มักเตือนให้หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือรสเผ็ด เพราะอาจกระทบกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แต่ความจริงแล้ว “อาหารเผ็ด” กลับมีข้อดีที่งานวิจัยระดับโลกให้ความสนใจมากขึ้น โดยพบว่าการกินเผ็ดในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วย ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง และเพิ่มอายุขัย ได้ นอกจากนี้ ส่วนประกอบอย่าง แคปไซซินในพริก ยังมีคุณสมบัติ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยทั้งเรื่องระบบย่อยอาหารและการทำงานของสมอง

"เผ็ด" ไม่ใช่รสชาติ

ความเผ็ด ไม่ใช่รสชาติ แต่เป็นความรู้สึก เจ็บปวดหรือแสบร้อนที่เกิดจากสาร แคปไซซิน (capsaicin) ในพริก ซึ่งไปกระตุ้นปลายประสาทรับความเจ็บปวดบนลิ้นและในปากของเรา เมื่อร่างกายรับสัญญาณนี้ สมองจะแปลผลว่าเป็นความร้อนและความเจ็บปวด คล้ายกับกลไกการรับรู้ความร้อนโดยตรง ความแตกต่างระหว่างรสชาติกับความรู้สึกเผ็ด

  • รสชาติ (เช่น หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม อูมามิ) ถูกรับรู้ผ่าน ปุ่มรับรส บนลิ้น ที่มีปฏิกิริยากับสารเคมีในอาหาร.
  • ความเผ็ด ถูกรับรู้ผ่าน ต่อมรับความเจ็บปวดและอุณหภูมิ ซึ่งเป็นกลไกคนละอย่างกับการรับรสชาติ

ทำไมเราถึงยังเรียก "รสเผ็ด"

แม้ว่าทางวิทยาศาสตร์ ความเผ็ดจะเป็นความรู้สึก แต่คนเราก็คุ้นเคยกับการเรียกอาหารบางอย่างว่ามี "รสเผ็ด" กันมานาน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดหากคู่สนทนาเข้าใจตรงกัน สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า ความเผ็ดเป็นเพียงความรู้สึก ไม่ใช่รสชาติพื้นฐาน

8 ประโยชน์ของการกินอาหารเผ็ด

แม้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นเครื่องเทศชนิดใดที่ให้ประโยชน์โดยตรง แต่จากงานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า อาหารรสเผ็ด เช่น พริก ขิง กระเทียม มีสารคล้ายแคปไซซิติน ที่ช่วย ต้านอ้วน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านมะเร็ง และอื่น ๆ

  1. กระตุ้นความอยากอาหาร – แคปไซซินในพริกช่วยลดอาการเบื่ออาหาร ลดแก๊สในทางเดินอาหาร และบรรเทากลิ่นปาก

  2. กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต – ตามแพทย์แผนจีน เชื่อว่าช่วยขับลม ขับเหงื่อ สลายเสมหะ ลดความชื้นในร่างกาย ขณะที่การแพทย์สมัยใหม่พบว่าช่วยลดอาการหนาวง่าย ปวดหัวจากหลอดเลือด

  3. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง – ลดการแข็งตัวของหลอดเลือด ช่วยละลายลิ่มเลือด ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

  4. บรรเทาหวัด คัดจมูก – แคปไซซินช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายใจโล่งขึ้น

  5. ปกป้องผิวหนังและเยื่อบุ – พริกมีแคโรทีนสูง กระตุ้นการสร้างวิตามินเอ และสารต้านอนุมูลอิสระที่มากกว่าแอปเปิลถึง 42 เท่า และมากกว่าส้ม 12 เท่า

  6. ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี – พริกเขียวมีวิตามินซีสูง ช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลส่วนเกินเป็นกรดน้ำดี

  7. เสริมกระเพาะและระบบย่อยอาหาร – กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยย่อยและเพิ่มความอยากอาหาร งานวิจัยยังพบว่าคนที่กินพริกบ่อยมีอัตราเป็นแผลในกระเพาะต่ำกว่า

  8. บรรเทาอาการปวดข้อ – แคปไซซินจากพริก อัลลิซินจากกระเทียม และน้ำมันหอมระเหยในหอม ช่วยยับยั้งสารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวด

วิธีการกินเผ็ดเพื่อสุขภาพและอายุยืน

  • กระเทียม: วันละ 2–3 กลีบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดความดัน และลดคอเลสเตอรอล

  • ขิง: กินขิงอ่อนผัดอาหาร หรือขิงแก่ต้มดื่มกับน้ำตาลแดง ช่วยบำรุงเลือดและทำให้ร่างกายอบอุ่น

  • หอม/หัวหอมใหญ่: กินเป็นประจำช่วยย่อยอาหาร ต้านเชื้อโรค และบำรุงปอด

แพทย์ Chen Shaoxuan ประธานสมาคมโภชนาการกวางสี ระบุว่า การกินเผ็ดช่วยกระตุ้นการย่อยและเพิ่มความอยากอาหาร แต่แนะนำให้กิน ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากเผ็ดเกินไป อาจทำให้แสบปาก แสบลำคอ ระคายเคืองกระเพาะ และเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล