อย่าได้ขึ้นมาเชียว! กูรูชี้ "คิมโยจอง" น้องสาว "คิมจองอึน" อาจเป็นผู้นำที่เลวร้ายยิ่งกว่าพี่ชาย

อย่าได้ขึ้นมาเชียว! กูรูชี้ "คิมโยจอง" น้องสาว "คิมจองอึน" อาจเป็นผู้นำที่เลวร้ายยิ่งกว่าพี่ชาย

อย่าได้ขึ้นมาเชียว! กูรูชี้ "คิมโยจอง" น้องสาว "คิมจองอึน" อาจเป็นผู้นำที่เลวร้ายยิ่งกว่าพี่ชาย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผู้เชี่ยวชาญเผยกับ นิวยอร์กโพสต์ ว่า "คิมโยจอง" น้องสาวของผู้นำเผด็จการเกาหลีเหนือ "คิมจองอึน" อาจกลายเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมที่สุดของแดนโสมแดง หากเธอได้ขึ้นมาสืบทอดอำนาจแทนพี่ชาย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 คิมโยจอง วัย 32 ปีในตอนนั้น (ปัจจุบันอายุ 37 ปี) ถูกมองว่ากำลังเตรียมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ท่ามกลางข่าวลือว่าพี่ชายของเธออยู่ในอาการโคม่ามาหลายเดือน และการปรากฏตัวต่อสาธารณะในช่วงหลังถูกจัดฉากขึ้น
kim-jong-un-kim-yo-jong-kju-kเดวิด แมกซ์เวล อดีตพันเอกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวว่า “ผมยังไม่เห็นหลักฐานว่าถ้าเธอปกครองแล้วจะเป็นอย่างไร แต่จากชื่อเสียงและประวัติของครอบครัว ผมคาดว่าเธอจะปกครองด้วยกำปั้นเหล็ก”

แมกซ์เวล ผู้ที่เคยร่วมจัดทำแผนฉุกเฉินของเพนตากอนในปี 1999 สำหรับการล่มสลายของเกาหลีเหนือ ร่วมกับเกาหลีใต้ ระบุว่า ครั้งหนึ่งเคยมีการคาดหวังว่า คิมจองอึน จะเปิดกว้างต่อโลกภายนอกมากกว่าบิดาของเขา คิมจองอิล เมื่อขึ้นสู่อำนาจในปี 2011 แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้น พร้อมเสริมว่า “เราควรตั้งสมมติฐานไว้เลยว่าผู้นำรุ่นใหม่จะเลวร้ายกว่าคนก่อนหน้าเสมอ”

q

อย่างไรก็ตาม แมกซ์เวล ย้ำว่า ข่าวลือเรื่องสุขภาพของ คิมจองอึน มาจากการคาดเดาของ ชางซองมิน อดีตที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ คิมแดจุง เท่านั้น และยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

ซองยุนลี ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและการทูต มหาวิทยาลัยทัฟส์ ปฏิเสธข่าวลือนี้เช่นกัน โดยระบุว่าเป็นการขุดเรื่องเดิมขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน เมื่อ คิมจองอึน หายตัวจากสาธารณะเป็นเวลา 3 สัปดาห์ แต่ยอมรับว่าตั้งแต่เดือนมีนาคมก็มีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ คิมโยจอง ก้าวขึ้นสืบทอดอำนาจ หากพี่ชายไม่สามารถทำหน้าที่ได้
ca-times.brightspotcdnลี บรรยายว่า คิมโยจอง เป็นคน “ฉลาดและทะเยอทะยาน” และถึงแม้เธอจะสร้างภาพลักษณ์อ่อนโยนกว่าผู้นำคนก่อน แต่หากขึ้นสู่อำนาจจริงๆ ธรรมชาติของระบอบนี้บังคับให้เธอต้องโหดเหี้ยม โดยเฉพาะในช่วงแรกๆของการปกครอง “วิธีสร้างศรัทธาและอำนาจให้ตัวเอง ไม่ใช่การทำตัวอ่อนโยน แต่คือการเป็นเผด็จการที่โหดร้ายต่อประชาชน และทำตัวเป็นภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่จริงจังต่อสหรัฐฯ”

วิกเตอร์ ชา อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกิจการเอเชียของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวว่า คิมโยจอง มีแนวทางสายแข็งต่อทั้งเกาหลีใต้และสหรัฐฯ โดยไม่มีสัญญาณใดๆว่าเธอจะเป็นนักปฏิรูป หากขึ้นสู่อำนาจ ก็น่าจะมีการยิงขีปนาวุธหรือยั่วยุทางทหารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงการกวาดล้างทางการเมืองเพื่อตั้งคนของเธอเองในตำแหน่งสำคัญ
614
ชา ยังกล่าวด้วยว่า ไพ่ลับอีกใบคือ คิมพยองอิล ลุงของสองพี่น้อง ที่กลับมาเกาหลีเหนือเมื่อปีที่แล้วหลังทำงานเป็นนักการทูตในยุโรปนานหลายสิบปี แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะร่วมมือกับ คิมโยจอง หรือแข่งขันกันเอง

ขณะที่ บรูซ เบนเน็ตต์ นักวิจัยจาก RAND Corp. ชี้ว่า ที่ผ่านมาเราเห็น คิมโยจอง แค่ในบทบาทเล็กๆ เช่น นำปากกา หรือที่เขี่ยบุหรี่ให้พี่ชาย แต่แท้จริงแล้ว บิดาของเธอเคยกล่าวตั้งแต่ปี 2002 ว่า เธออยากมีบทบาทใหญ่ในทางการเมือง ซึ่งปี 2020 นี้เธอก็เริ่มได้รับบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยมีรายงานจากสภาเกาหลีใต้ในเดือนเมษายนว่า เธอถูกจับตามองจากการส่งสารถึงเกาหลีใต้และสหรัฐฯ รวมถึงยืนแทนพี่ชายในบางวาระ

four-nort

แมกซ์เวล ยังกล่าวถึงข่าวลือที่ว่ามีการยึดสุนัขจากครอบครัวชนชั้นสูงในเปียงยางว่า ไม่น่าใช่การตัดสินใจของ คิมโยจอง เพราะตราบใดที่ คิมจองอึน ยังมีชีวิต เขายังคงเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งหมด และเหตุผลที่แท้จริงของการยึดสุนัขน่าจะมาจากปัญหาการขาดแคลนอาหาร

ศาสตราจารย์ลี เสริมว่า ข่าวนี้ก็ยังไร้หลักฐานแน่ชัดเช่นกัน เพราะอ้างอิงจากแหล่งข่าวนิรนามเพียงรายเดียว แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง คำสั่งก็น่าจะออกมาจาก คิมจองอึน หรือ คิมโยจอง เท่านั้น เนื่องจากไม่มีใครอื่นที่มีอำนาจพอจะทำให้ชาวเปียงยางไม่พอใจได้ โดยเฉพาะเมื่อบิดาของพวกเขา คิมจองอิล เคยรักสุนัขพันธุ์มอลทีสของเขามาก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล