ระวังด้วย "อัลมอนด์" ไม่ได้มีแค่ประโยชน์ นักโภชนาการบอก "อันตราย" ที่คาดไม่ถึง

ระวังด้วย "อัลมอนด์" ไม่ได้มีแค่ประโยชน์ นักโภชนาการบอก "อันตราย" ที่คาดไม่ถึง

ระวังด้วย "อัลมอนด์" ไม่ได้มีแค่ประโยชน์ นักโภชนาการบอก "อันตราย" ที่คาดไม่ถึง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ระวังด้วย "อัลมอนด์" ไม่ได้มีแค่ประโยชน์ นักโภชนาการบอก "อันตราย" ที่คาดไม่ถึง กินมากเสี่ยงหลายโรค

อัลมอนด์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก จึงได้รับความนิยมจากหลายคน ไม่เพียงช่วยต้านความเครียดจากภาวะออกซิเดชัน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกขนมจุกจิก อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร

นักโภชนาการ “เหล่ากู” จากไต้หวัน กล่าวในเพจเฟซบุ๊ก 老辜營養與科學 ว่า มีงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ภาวะออกซิเดชันคือภาวะที่ร่างกายมี อนุมูลอิสระ (Free radicals) มากเกินไป เป็นปัจจัยสำคัญของโรคเรื้อรังและความชรา เมื่ออนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายเสียสมดุล อาจทำลายเซลล์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ภาวะสมองเสื่อม และแม้กระทั่งมะเร็ง

วิจัยพบว่ามีประโยชน์จริง

จากการทบทวนและวิเคราะห์รวมข้อมูลเชิงระบบ (Systematic review and meta-analysis) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเครือ Nature เดือนสิงหาคม 2025 ที่รวบรวมผลจากการศึกษา 8 งานวิจัย ครอบคลุมอาสาสมัคร 424 คน พบว่าการบริโภคอัลมอนด์เกิน 60 กรัมต่อวัน สามารถลดตัวบ่งชี้ความเสียหายของเซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น มาลอนไดอัลดีไฮด์ (MDA), 8-OHdG และกรดยูริก พร้อมทั้งเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (SOD) ซึ่งบ่งชี้ว่าอัลมอนด์ช่วยต้านภาวะออกซิเดชันได้จริง

โทษและผลข้างเคียง

อย่างไรก็ตาม ตามคำแนะนำของคู่มือโภชนาการรายวันของไต้หวัน ระบุว่า ผู้ใหญ่ควรบริโภคถั่วและเมล็ดพืชวันละประมาณ 1 หน่วย โดยอัลมอนด์ 7 กรัม (ราว 5 เม็ด) ถือเป็น 1 หน่วย หากต้องการให้ถึงปริมาณ 60 กรัมตามงานวิจัย จะเท่ากับราว 8.5 หน่วย (ราว 42 เม็ด) หรือประมาณ 383 กิโลแคลอรี ซึ่งในชีวิตประจำวันถือว่าทำได้ยาก อีกทั้งการรับประทานในปริมาณมากเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ คลื่นไส้ หรือปัญหาทางเดินอาหาร

นอกจากนี้ อัลมอนด์ยังมีปริมาณออกซาเลตสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในผู้ที่เคยมีประวัตินิ่วในไต จึงไม่แนะนำให้รับประทานในปริมาณมากต่อเนื่อง

หากต้องบริโภคอัลมอนด์ในปริมาณ “ที่มีประสิทธิภาพ” ตามงานวิจัย จะทำให้ได้รับพลังงานและไขมันสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนในระยะยาว แต่สำหรับผู้ที่พยายามเลิกขนมกรุบกรอบอย่างมันฝรั่งทอดหรือคุกกี้ อาจเริ่มจากการเปลี่ยนมารับประทานอัลมอนด์ไม่ปรุงรสแทน เพื่อลดการได้รับคาร์โบไฮเดรตขัดสีและไขมันอิ่มตัว พร้อมทั้งได้รับประโยชน์ด้านการต้านอนุมูลอิสระและสุขภาพจากอัลมอนด์

การเปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยวไม่ดีต่อสุขภาพมาเป็นอัลมอนด์ อาจช่วยเปลี่ยนสุขภาพไปในทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มจากการแทนที่ แล้วค่อย ๆ ลดปริมาณจนเหลือเพียงวันละ 1 หน่วยของถั่วไม่ปรุงรส ร่วมกับการรับประทานอาหารให้สมดุลและออกกำลังกายสม่ำเสมอ จึงจะเป็นวิธีดูแลสุขภาพและชะลอความชราได้อย่างยั่งยืน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล