“น้ำปานะ” คืออะไร? รู้หรือไม่ว่า "พระพุทธเจ้า" อนุญาตไว้เพียงแค่ 8 น้ำนี้เท่านั้น

“น้ำปานะ” คืออะไร? รู้หรือไม่ว่า "พระพุทธเจ้า" อนุญาตไว้เพียงแค่ 8 น้ำนี้เท่านั้น

“น้ำปานะ” คืออะไร? รู้หรือไม่ว่า "พระพุทธเจ้า" อนุญาตไว้เพียงแค่ 8 น้ำนี้เท่านั้น
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “น้ำปานะ” โดยเฉพาะเวลาไปวัดในช่วงเข้าพรรษา หรือการถวายสิ่งของแก่พระสงฆ์ แล้วสงสัยว่าน้ำปานะคืออะไร? แตกต่างจากน้ำดื่มทั่วไปหรือไม่? บทความนี้จะพาไปรู้จักคำสอนดั้งเดิมจากพระพุทธเจ้า

ความหมายของน้ำปานะ

“น้ำปานะ” (บาลี: ปานะ) หมายถึง น้ำที่อนุญาตให้พระภิกษุฉันได้หลังเที่ยงวัน เนื่องจากตามพระวินัย พระสงฆ์ไม่สามารถฉันอาหารหยาบหลังเพล (หลังเวลาเที่ยง) ได้ แต่เพื่อบรรเทาความอิดโรยและรักษาสุขภาพ จึงมีการกำหนด “น้ำปานะ” ขึ้น

กล่าวคือ เครื่องดื่มหรือน้ำที่คั้นจากผลไม้ที่สุกเองโดยธรรมชาติ ห้ามสุกด้วยไฟ สามารถเก็บไว้ 1 วันกับ 1 คืนเท่านั้น ผลไม้ที่นำมาคั้นก็ไม่ควรเป็นผลใหญ่มาก ไม่มีเนื้อเจือปนให้ต้องเคี้ยว

หากนอกเหนือจากนี้ เช่น น้ำจากข้าว กาแฟ น้ำที่ผสมนม น้ำจากผลไม้ใหญ่ อาทิ ตาล มะพร้าว แตงโม ฟักทอง รวมไปถึงน้ำจากถั่วชนิดต่างๆ ตามหลักแล้วไม่สามารถฉันได้

หลักเกณฑ์โดยสรุป: ต้องเป็นของเหลวใส ไม่ข้น ไม่ต้องเคี้ยว ไม่กลายสภาพเป็นอาหาร และมักเป็น “น้ำผลไม้ใส” ที่คั้น กรอง หรือต้มให้ใส

red-grapes-copy-scaled

น้ำปานะ 8 อย่างตามพระวินัย

ตามคัมภีร์ระบุว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตน้ำปานะไว้เพียง 8 ประเภท ต่อไปนี้ (อธิบายด้วยชื่อผลไม้ที่เข้าใจง่ายในบริบทไทย):

ชนิดน้ำปานะ คำอธิบายโดยย่อ
1) น้ำมะม่วง คั้น/เจือจางเป็นน้ำใส กรองกากออก
2) น้ำชมพู่/หว้า ผลในตระกูล jambu ของชมพูทวีป คั้นกรองเป็นน้ำใส
3) น้ำกล้วยสุก คั้นเป็นน้ำและกรองให้ใส ไม่เหลือเนื้อข้น
4) น้ำมะซาง ผลไม้พื้นถิ่นชมพูทวีป (อธิบายในอรรถกถา) คั้นกรองใส
5) น้ำผลเปรียง ผลไม้ป่าในคัมภีร์ บางแห่งเทียบใกล้เคียงมะเฟืองป่า
6) น้ำองุ่น คั้นเป็นน้ำองุ่นใส (ไม่หมัก)
7) น้ำมะหวด ผลไม้ให้รสฝาดหวานในชมพูทวีป คั้นกรองใส
8) น้ำหว้า ผลไม้ในวงศ์เดียวกับชมพู่/หว้า คั้นกรองใส

หมายเหตุ: ชื่อผลไม้บางชนิดเป็นชื่อโบราณจากชมพูทวีป การเทียบเคียงกับผลไม้ปัจจุบันอาจแตกต่างกันตามคัมภีร์และคำอธิบายของนักอรรถกถา แต่หลักสำคัญคือ “ต้องเป็นน้ำผลไม้ใส ไม่ข้น และไม่ใช่อาหารแฝง”

สิ่งที่ไม่ใช่ “น้ำปานะ”

  • น้ำผลไม้ข้น/ปั่น/มีเนื้อผลไม้มากจนต้องเคี้ยว
  • นม ผลิตภัณฑ์นม โยเกิร์ต เนย น้ำเต้าหู้
  • ชาหรือกาแฟที่ใส่นม/ครีม (เข้าข่ายอาหาร)
  • เครื่องดื่มหมักที่มีแอลกอฮอล์

เกณฑ์พิจารณาอยู่ที่ “ลักษณะการบริโภค” และ “สภาพความใส” ไม่เป็นของข้นหรืออาหาร

y

ทำไมจึงจำกัดเพียง 8 ชนิด?

เพื่อคงความเรียบง่าย สมถะ และป้องกันการฉัน “อาหารแฝง” หลังเที่ยง พระองค์จึงจำกัดให้เป็นน้ำผลไม้ใสที่ย่อยง่าย มีจุดมุ่งหมายเพื่อพยุงกำลังระหว่างปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ใช่เพื่ออิ่มท้องเหมือนอาหารมื้อหลัก

บทสรุป

“น้ำปานะ” คือหลักพระวินัยที่อนุญาตให้พระภิกษุฉันเครื่องดื่มใสหลังเพลได้ โดยกำหนดไว้ชัดเจนเพียง 8 ประเภทของน้ำผลไม้ใส เพื่อรักษาวินัย ความสมถะ และสุขภาวะของสงฆ์ ผู้ศรัทธาที่ต้องการถวายของควรเข้าใจเกณฑ์นี้เพื่อถวายได้ถูกต้องตามพระวินัย

แหล่งอ้างอิง

  • พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ (ปาจิตติยกัณฑ์)
  • พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 4 ข้อ 214
  • พระมหาโพธิวงศาจารย์, อรรถกถาพระวินัยปิฎก

ข้อสังเกต: รายชื่อผลไม้โบราณบางคำมีการถอดความแตกต่างกันในแหล่งข้อมูลร่วมสมัย แต่สาระสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง คือเป็น “น้ำผลไม้ใส” ตามหลักพระวินัย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล