ไม่ใช่พุง! หมอเผยจุดแรกที่ร่างกายเริ่มสะสมไขมัน เป็น "อวัยวะ" ที่หลายคนคาดไม่ถึง

ไม่ใช่พุง! หมอเผยจุดแรกที่ร่างกายเริ่มสะสมไขมัน เป็น "อวัยวะ" ที่หลายคนคาดไม่ถึง

ไม่ใช่พุง! หมอเผยจุดแรกที่ร่างกายเริ่มสะสมไขมัน เป็น "อวัยวะ" ที่หลายคนคาดไม่ถึง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมอเมืองนอกเผย จุดแรกที่ร่างกายเริ่มสะสมไขมันไม่ใช่ที่ท้อง แต่แท้จริงแล้วคืออวัยวะส่วนนี้ ซึ่งยังทำให้เกิดผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง

ลืมเรื่องพุงย้อยหรือขาใหญ่ไปได้เลย ความอ้วนเริ่มต้นขึ้นจากจุดที่คุณคาดไม่ถึง

ดร.วิลเลียม หลี่ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร อธิบายในพอดแคสต์ The Mel Robbins Podcast ว่า “เมื่อคุณได้รับพลังงานเกินความจำเป็น จนร่างกายเก็บสะสมไว้ไม่หมด ไขมันก้อนแรกที่จะก่อตัวขึ้นคือภายในร่างกาย ซึ่งคุณมองไม่เห็น”

และจุดที่ไขมันเริ่มสะสมนี้อาจทำให้คุณประหลาดใจ เพราะสำหรับบางคน มันอาจสร้างปัญหาในเรื่องบนเตียงได้เลยทีเดียว

ดร.หลี่กล่าวว่า “เมื่อคุณเริ่มน้ำหนักขึ้นและมีไขมันสะสมเพิ่มขึ้น หนึ่งในจุดแรก ๆ ที่ไขมันไปก่อตัวก็คือ บริเวณด้านหลังของลิ้น

Andrea Piacquadio

เขาอธิบายว่า ต่างจากส่วนปลายลิ้นที่เคลื่อนไหวได้อิสระ หรือส่วนกลางที่แข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ โคนลิ้นกลับทำหน้าที่คล้าย “หมอนใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยไขมัน” ช่วยให้เศษอาหารที่เคี้ยวแล้วไหลลงสู่กระเพาะได้อย่างราบรื่น

แต่พื้นที่นี้เองก็เป็นจุดสะสมของ ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) ซึ่งเป็นไขมันซ่อนเร้นที่ก่อตัวลึกอยู่ภายในร่างกาย แตกต่างจากไขมันใต้ผิวหนังทั่วไปที่มองเห็นได้ง่าย ไขมันบริเวณลิ้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจพบด้วยตาเปล่า

อย่างไรก็ตาม ดร.หลี่ระบุว่า มีสัญญาณเตือนสำคัญที่บ่งชี้ได้ว่าลิ้นของคุณอาจกำลังสะสมไขมัน

“สัญญาณบอกชัด ๆ ก็คือการนอนกรน หรือสะดุ้งตื่นขณะหลับ” เขากล่าว

เมื่อคุณหลับ ลิ้นจะคลายตัวตามธรรมชาติ และหากมีไขมันสะสมมากเกินไป ก็อาจเริ่มปิดกั้นทางเดินหายใจได้

“คุณจะตื่นขึ้นมาแล้วมีเสียงกรนหรือสะดุ้ง ซึ่งมักเป็นสิ่งที่คนที่นอนข้าง ๆ สังเกตเห็นก่อน” ดร.หลี่อธิบาย

Andres Ayrton

งานวิจัยก็สนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน พบว่าคนที่มีภาวะอ้วนและเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) ความผิดปกติร้ายแรงที่ทำให้การหายใจสะดุดระหว่างนอนหลับ มักมีไขมันสะสมบริเวณลิ้นมากกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตรงโคนลิ้น

สิ่งนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมโรคอ้วนจึงถูกจัดว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 

และแม้จะฟังดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่อันที่จริงแล้วภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า การเสื่อมถอยของการทำงานสมอง และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

แต่ก็ยังมีความหวังอยู่ งานวิจัยในปี 2020 ใช้การสแกน MRI เพื่อตรวจสอบผลของการลดน้ำหนักต่อทางเดินหายใจในผู้ป่วยอ้วน 67 คน ซึ่งลดน้ำหนักได้เพียง 10% ผ่านการควบคุมอาหารหรือการผ่าตัด

ผลลัพธ์ชี้ว่าคะแนนภาวะหยุดหายใจขณะหลับดีขึ้นถึง 31% และภาพสแกนยังแสดงให้เห็นว่า ลิ้นที่เล็กลง คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ภาวะนี้ทุเลาลง

ริชาร์ด ชวาบ ผู้อำนวยการร่วม Penn Sleep Center แห่ง Penn Medicine และหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวกับ CNN ว่า

“ยิ่งคุณลดไขมันในลิ้นได้มากเท่าไร ภาวะหยุดหายใจขณะหลับของคุณก็ยิ่งดีขึ้นมากเท่านั้น”

ชวาบและคณะเชื่อว่าการลดไขมันบริเวณลิ้นด้วยการควบคุมน้ำหนัก อาจเป็นแนวทางใหม่ที่มีศักยภาพในการรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับได้

เขากล่าวในแถลงการณ์ว่า “แพทย์ส่วนใหญ่ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็มักไม่ได้ให้ความสำคัญกับไขมันในลิ้นในการรักษาโรคนี้”

ชวาบเสริมว่า “เมื่อเราทราบแล้วว่าไขมันในลิ้นคือปัจจัยเสี่ยง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับดีขึ้นเมื่อไขมันในลิ้นลดลง เราจึงได้เป้าหมายการรักษาใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

แม้คุณจะยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับเต็มรูปแบบ ดร.หลี่ก็ชี้ว่า การเริ่มมีอาการนอนกรนหรือมีเสียงสะดุ้งหายใจระหว่างหลับ อาจเป็นสัญญาณเตือนระยะเริ่มต้นของการสะสมไขมันอันตราย ที่เกิดขึ้นนานก่อนที่น้ำหนักตัวหรือรูปร่างจะเปลี่ยนให้เห็นชัดในกระจก

การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะงานวิจัยบ่งชี้ว่าการป้องกันโรคอ้วนทำได้ง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าการพยายามแก้ไขภายหลัง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล