
เรือนจำที่โหดร้ายและป่าเถื่อนที่สุดในโลก มักเป็นที่รู้จักจากความรุนแรงสุดขีด สภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ จุดร่วมของคุกเหล่านี้คือความแออัดยัดเยียด ระบอบการลงโทษอันทรมาน การคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง และการขาดแคลนความเป็นมนุษย์ ทำให้ถูกขนานนามว่าเป็น "เรือนจำที่น่ากลัวที่สุดในโลก" บทความนี้จะพาไปรู้จัก 10 อันดับคุกสุดโหด พร้อมเหตุผลว่าทำไมแต่ละแห่งถึงได้ชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัว

ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนคาซัคสถาน แบล็กดอลฟินเป็นคุกที่ขังอาชญากรอันตรายที่สุดของรัสเซีย ทั้งผู้ก่อการร้ายและฆาตกรต่อเนื่อง มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดถึงขั้นให้นักโทษถูกปิดตาเวลาเคลื่อนย้าย ถูกเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และแยกขังอย่างโดดเดี่ยว รายงานเผยว่านักโทษถูกทั้งทำร้ายร่างกายและทรมานทางจิตใจ บวกกับกิจวัตรประจำวันที่โหดร้ายและไร้การฟื้นฟู ทำให้ที่นี่ติดอันดับคุกที่น่ากลัวที่สุดของโลก

เรือนจำในกรุงโบโกตาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความแออัด การแบ่งขั้วของแก๊งนักโทษ และการคอร์รัปชันหนัก นักโทษเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย จนนำไปสู่การจลาจลรุนแรงบ่อยครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่กลับไม่มีอาวุธควบคุม สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น ทั้งอาหาร น้ำ และสุขอนามัยที่ย่ำแย่ กลายเป็นฝันร้ายของผู้ที่ถูกจองจำ

ได้ชื่อเล่นว่า “Bangkok Hilton” อย่างประชดประชัน บางขวางขึ้นชื่อเรื่องความแออัดและระเบียบที่โหดร้าย นักโทษใหม่ต้องใส่โซ่ตรวนเป็นเดือนๆ ขณะที่นักโทษประหารจะถูกล่ามตรวนตลอดชีวิต รายงานหลายฉบับบอกถึงการถูกซ้อมทรมานและการขาดแคลนอาหาร-การรักษาพยาบาล ความโหดร้ายที่สุดคือการใส่ตรวนยาวนานจนสร้างทั้งความเจ็บปวดทางกายและบาดแผลทางใจ

กิลดานีโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อปี 2012 หลังมีวิดีโอแฉการทรมานและทำร้ายร่างกายนักโทษโดยผู้คุม รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ สภาพคุกเต็มไปด้วยนักโทษล้นคุก สุขอนามัยย่ำแย่ ขาดแคลนอาหาร น้ำสะอาด และการรักษาพยาบาล แม้จะมีเสียงเรียกร้องปฏิรูป แต่ร่องรอยความโหดร้ายยังคงอยู่
เรือนจำเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของรัสเซีย แต่กลับถูกจดจำจากภาพลักษณ์ความแออัดยัดเยียด สุขอนามัยเลวร้าย และการทารุณโดยผู้คุม โรคระบาดเกิดขึ้นบ่อยเพราะขาดการรักษา นักโทษจำนวนมากถูกทำร้ายและถูกละเลย จนที่นี่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดเหี้ยม
หนึ่งในค่ายกักกันที่น่ากลัวที่สุดในโลก แม้เกาหลีเหนือจะปฏิเสธ แต่รายงานนานาชาติระบุว่ามีการทดลองมนุษย์ การทรมาน เช่นแขวนคอ จมน้ำ และการบังคับใช้แรงงานจนตาย ความอดอยากและโรคภัยเป็นเรื่องปกติ ค่ายแห่งนี้จึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นสุด
ถูกเรียกว่า “นรกบนดิน” เพราะออกแบบให้ขังได้ 400 คน แต่หลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กลับมีนักโทษเกือบ 7,000 คน เบียดเสียดกันอยู่ สภาพความเป็นอยู่เลวร้ายถึงขั้นมีรายงานว่านักโทษบางคนต้องกินเนื้อมนุษย์เพื่อเอาชีวิตรอด ความแออัดและการไม่มีการพิจารณาคดีทำให้ผู้ต้องขังตกอยู่ในความสิ้นหวัง
เรือนจำแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการทรมานทั้งทางกายและใจ ถูกออกแบบให้ผู้คุมสามารถจับตานักโทษได้ตลอดเวลา นักโทษจำนวนมากรายงานว่าถูกทำร้าย ถูกบังคับใช้แรงงาน และถูกกักขังเดี่ยวในห้องมืด ทัดมูร์จึงถูกขนานนามว่าเป็น “อาณาจักรแห่งความตายและความบ้าคลั่ง”
ที่นี่ใช้กักขังเฉพาะสมาชิกแก๊ง MS-13 (Mara Salvatrucha) ซึ่งเป็นแก๊งที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยสัดส่วนเจ้าหน้าที่ 1 คนต่อนักโทษ 50 คน ทำให้การควบคุมแทบเป็นศูนย์ ความรุนแรง การจลาจล และความโกลาหลเกิดขึ้นเป็นประจำ
เรือนจำที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น และนักโทษล้นคุก การคอร์รัปชันและการขาดแคลนทรัพยากรทำให้ชีวิตนักโทษทุกวันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและอันตราย
เรือนจำที่ติดอันดับเหล่านี้มีจุดร่วมคือ ความแออัดจนสภาพเป็นอันตราย การทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ การขาดแคลนการรักษาพยาบาล การควบคุมโดยแก๊ง และระเบียบวินัยที่โหดร้าย ทั้งหมดสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่โลกต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเรือนจำและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน