แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2025 ดูแลสุขภาพช่องปากแบบล้ำลึก และปลอดภัย
_covern.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2025 รวม 10 อันดับใช้ดี พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณ
แปรงสีฟันไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วยให้การทำความสะอาดช่องปากเป็นเรื่องง่าย และล้ำลึกกว่าการใช้แปรงสีฟันธรรมดา แถมยังสะดวกสบาย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่อยากดูแลสุขภาพฟัน และเหงือกอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้าให้เหมาะกับตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
หากคุณกำลังสงสัยว่า แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี หรือแบบไหนที่ตอบโจทย์มากที่สุด บทความนี้จะช่วยแนะนำวิธีเลือก ตอบคำถาม แปรงสีฟันไฟฟ้า แบบไหนดีที่เหมาะสมกับความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของคุณ พร้อมข้อมูลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
แปรงสีฟันไฟฟ้าคืออะไร
แปรงสีฟันไฟฟ้า คือ แปรงสีฟันที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีหรือการชาร์จไฟในการเคลื่อนไหวหัวแปรงอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ และเศษอาหารออกจากฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าแปรงสีฟันธรรมดา โดยแปรงสีฟันไฟฟ้า มักมาพร้อมกับฟีเจอร์เสริม เช่น ระบบจับเวลา โหมดการทำงานหลากหลาย และเซนเซอร์แรงกดที่จะช่วยให้การแปรงฟันของคุณเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เลือกแปรงสีฟันไฟฟ้าแบบไหนดี?
ก่อนจะไปดูว่า แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี? ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับประเภทของแปรงสีฟันไฟฟ้ากันก่อน และแปรงสีฟันไฟฟ้าแบบไหนที่ดีต่อทั้งเหงือกและฟัน
-
แปรงสีฟันไฟฟ้าระบบหมุนหรือสั่น
- หัวแปรงจะหมุนหรือสั่นเป็นวงกลมด้วยความเร็วประมาณ 2,500–7,500 รอบต่อนาที
- เหมาะกับผู้เริ่มใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า เพราะให้ความรู้สึกคล้ายกับการแปรงฟันแบบปกติ
- ทำความสะอาดฟัน และขจัดคราบพลัคได้ดี มีราคาไม่สูงมาก
-
แปรงสีฟันไฟฟ้าระบบโซนิค
- หัวแปรงจะสั่นด้วยความเร็วสูงประมาณ 24,000 – 48,000 ครั้งต่อนาที
- ช่วยให้เกิดการเคลื่อนที่ของน้ำ และฟองอากาศระหว่างซี่ฟัน ทำให้ขจัดคราบพลัคได้ลึก และทั่วถึงกว่าประเภทหมุนหรือสั่น
- ให้ความรู้สึกนุ่มนวลขณะแปรงฟัน เสียงเบา เหมาะกับผู้ที่อยากดูแลเหงือก และฟันอย่างอ่อนโยน
ข้อดีและข้อเสียของการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า
มาดูข้อดี ข้อเสียของการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าประกอบการตัดสินใจกันเลย
ข้อดีของการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า
- ทำความสะอาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแปรงสีฟันไฟฟ้ามีเทคโนโลยีที่ช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ และคราบพลัคได้ดีกว่าแปรงสีฟันธรรมดา ซอกซอนตามรอยแยกของฟัน และเหงือก ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเหงือกอักเสบ และฟันผุได้ดี
- ใช้งานง่าย และสะดวก ไม่ต้องออกแรงมาก เพียงแค่เลื่อนแปรงไปตามซี่ฟัน
- มีระบบจับเวลา และฟีเจอร์เสริม เพื่อช่วยให้แปรงฟันครบ 2 นาทีตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ซึ่งบางรุ่นยังมีเซนเซอร์แรงกด และโหมดการทำงานหลากหลาย
ข้อเสียของการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า
- ราคาสูงกว่าแปรงสีฟันธรรมดา และอาจมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เช่น หัวแปรง และแบตเตอรี
- ต้องคอยชาร์จไฟหรือเปลี่ยนถ่าน เมื่อแบตหมด
ซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้าแบบไหนดี? แนะนำวิธีการเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้าให้เหมาะสมกับตัวเอง
- พิจารณาขนาดหัวแปรง และขนแปรง ควรเลือกความนุ่มที่เหมาะสมกับสภาพเหงือก และฟัน
- เลือกด้ามจับแปรงสีฟันไฟฟ้าที่กระชับมือ และน้ำหนักเบา เพื่อให้จับได้ถนัด และแปรงฟันสะดวก
- เช็กฟีเจอร์เสริม เช่น ระบบจับเวลา โหมดการแปรงฟันหลากหลาย เซนเซอร์แรงกด หรือระบบแจ้งเตือนการเปลี่ยนจุดในการแปรงฟัน
- เลือกยี่ห้อแปรงสีฟันไฟฟ้าที่สามารถหาซื้อหัวแปรงทดแทนง่าย เพื่อความสะดวกสบาย เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนหัวแปรง
- พิจารณาอายุการใช้งานแบตเตอรี่
- เลือกตามงบประมาณ และความต้องการ ควรพิจารณาราคา และค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง
วิธีการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า
วิธีการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้านั้น ง่ายไม่ต่างจากการใช้แปรงสีฟันทั่วไป เพียงแค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
- ล้างหัวแปรงให้สะอาด บีบยาสีฟันลงบนหัวแปรงในปริมาณที่เหมาะสม
- วางหัวแปรงทำมุม 45 องศากับขอบเหงือก และผิวฟัน ให้ขนแปรงครึ่งหนึ่งอยู่บนเหงือก และอีกครึ่งหนึ่งอยู่บนฟัน
- กดปุ่มเปิดใช้งานแปรงสีฟัน และค่อย ๆ เลื่อนแปรงไปตามซี่ฟันทีละซี่ โดยไม่ต้องออกแรงกด
- แปรงฟันทุกซี่ให้ครบ โดยใช้เวลาประมาณ 2 นาทีต่อการแปรงหนึ่งครั้ง
- ล้างหัวแปรงด้วยน้ำสะอาด ปล่อยให้แห้ง และเก็บในที่เหมาะสม
แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2025 ยอดนิยม ใช้ดี พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณ
ใครที่อยากหันมาดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาด ลมหายใจหอมสดชื่น ไร้คราบสกปรก มาดู 10 อันดับแปรงสีฟันไฟฟ้ายอดนิยมในปี 2025 ที่ใช้งานง่าย ไม่ทำลายเหงือก และฟันกันเลย

1. Oral-B iO Series 2
สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี? แนะนำแปรงสีฟันไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก Oral-B ที่มาพร้อมเทคโนโลยี iO เป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของ Oral-B ผสานกับระบบ Micro Pulsation ที่ช่วยให้ขนแปรงสั่นอย่างนุ่มนวลด้วยความถี่ต่ำ ที่ช่วยทำความสะอาดฟันได้อย่างสะอาดล้ำลึกอย่างอ่อนโยน ขจัดคราบพลัคได้มากถึง 99.9%* เสมือนได้รับการดูแลจากทันตแพทย์ ด้วยหัวแปรงทรงกลมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทันตแพทย์ ช่วยให้เข้าถึงฟันทุกซี่ได้อย่างทั่วถึง แม้ฟันกรามซี่ในสุดและยังมีระบบ Gum Pressure Sensor ที่ช่วยตรวจวัดแรงกดแปรงขณะแปรงฟัน หากแปรงแรงเกินไป จะแจ้งเตือนด้วยไฟสีแดงตรงปุ่มเปิด-ปิด และหัวแปรงจะลดความเร็วลงโดยอัตโนมัติ เพื่อปกป้องเหงือกจากการระคายเคืองและปัญหาเหงือกในระยะยาว แถมแบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 4 สัปดาห์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง พร้อมฟังก์ชันไฟแจ้งเตือนเมื่อแบตเตอรี่อ่อน
แปรงสีฟันไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ยังมีระบบจับเวลา 2 นาที พร้อมการสั่นแจ้งเตือนทุก 30 วินาทีให้เปลี่ยนตำแหน่งการแปรงฟัน ช่วยให้คุณแปรงฟันได้สะอาดทั่วถึงทั้งช่องปาก โดยรุ่นนี้มีโหมดการใช้งานให้เลือกถึง 3 โหมด ได้แก่
- Super Sensitive: ทำความสะอาดแบบอ่อนโยนพิเศษ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหงือกและฟัน
- Sensitive: ทำความสะอาดแบบอ่อนโยน
- Daily Clean: โหมดปกติ ทำความสะอาดประจำวัน
ราคา: 1,999 – 2,499 บาท (ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นและช่องทางจำหน่าย)
ช่องทางการสั่งซื้อ: Shopee / Lazada / TikTok
2. Oral-B iO Series 3
แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี? ขอแนะนำ Oral-B รุ่น iO Series 3 ที่ใช้เทคโนโลยี Magnetic Drive ทำให้หัวแปรงสั่นและหมุนลึกระดับไมโคร (Micro Vibrations) ผสมกับหัวแปรงทรงกลมแบบหมุนวน ช่วยทำความสะอาดฟันได้ลึกและอ่อนโยนต่อสุขภาพเหงือก มีเซนเซอร์วัดแรงกดที่จะช่วยเตือนด้วยไฟสีต่าง ๆ เมื่อเราแปรงแรงหรือเบาเกินไป เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยป้องกันปัญหาเหงือกร่น และฟันสึกได้ดีมาก
ตัวเครื่องสี Ice Blue ที่ดูเรียบหรู ทันสมัย ถูกใจคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน มีวงแหวนไฟรอบด้ามแปรงที่ แจ้งเตือนเมื่อแปรงครบ 2 นาทีตามที่ทันตแพทย์แนะนำ นอกจากนี้ยังมีระบบไฟสีเหลืองเตือนเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนหัวแปรง โดยรุ่นนี้มีโหมดการใช้งานให้เลือกตามต้องการถึง 3 โหมด คือ
- Daily Clean สำหรับทำความสะอาดฟันทุกวัน
- Sensitive สำหรับทำความสะอาดแบบอ่อนโยน
- Whitening ช่วยขัดคราบให้ฟันขาวขึ้น
ใครอยากแปรงฟันสะอาดและมีสุขภาพเหงือกที่ดี แนะนำ Oral-B iO Series 3 เลย
ราคา: ประมาณ 3,299 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)
ช่องทางการสั่งซื้อ:

3. Oral-B iO Series 7
แปรงสีฟันไฟฟ้าอีกรุ่นจาก Oral-B ที่อยากแนะนำ คือ รุ่น Series 7 เพราะรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Magnetic Drive ที่ทำให้หัวแปรงสั่นหมุนแบบไมโคร (Micro Vibrations) ให้พลังทำความสะอาดแบบเต็มที่ ด้วยการแปรงที่นุ่มนวลมาก แถมยังมีจอแสดงผล Interactive ที่แสดงข้อมูลต่าง ๆ เช่น โหมดการแปรง ระดับแบตเตอรี และมีระบบ AI วิเคราะห์การแปรงฟันแบบเรียลไทม์ ที่เชื่อมต่อแอปพลิเคชั่น Oral-B
นอกจากนี้ หัวแปรงยังเป็นทรงกลมแบบ Ultimate Clean ดีไซน์ Tuft-In-Tuft ที่ขนแปรง 2 ระดับที่ตรงกลางจะยาวกว่าขนแปรงวงนอก ทำให้ช่วยซอกซอนลึกถึงซอกฟัน และขอบเหงือก ทำให้ขจัดคราบพลัคได้มากกว่าแปรงปกติถึง 2 เท่า แต่ยังอ่อนโยนต่อเหงือกและฟัน ซึ่งรุ่นนี้มีโหมดการใช้งานให้เลือกถึง 5 โหมด คือ
- Daily Clean สำหรับทำความสะอาดฟันทุกวัน
- Whitening ช่วยขัดคราบให้ฟันขาว
- Gum Care ดูแลสุขภาพเหงือก
- Sensitive ป้องกันการเสียวฟัน
- Intense สำหรับทำความสะอาดล้ำลึก
ราคา: 7,999 – 9,999 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)
ช่องทางการสั่งซื้อ:

4. Colgate 360 Sonic Optic White
ใครที่อยากยิ้มสวยด้วยฟันขาวอย่างเป็นธรรมชาติ ต้องลอง Colgate 360 Sonic Optic White แปรงสีฟันไฟฟ้าที่ใช้งานง่าย ใช้เทคโนโลยีโซนิคสั่นด้วยแรงสูงถึง 24,000 ครั้งต่อนาที ช่วยขจัดคราบ และเศษอาหารได้ทุกซอกฟัน ขนแปรงอ่อนนุ่ม หัวแปรง และถ่าน สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย ๆ พกพาไปไหนก็สะดวก
ราคา: 495 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)

5. Philips Sonicare HX6857/30 (ProtectiveClean 5100)
รุ่นนี้เป็นแปรงสีฟันไฟฟ้าโซนิคที่ช่วยให้การแปรงฟันสะอาด และอ่อนโยนจริง ๆ ด้วยเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่ช่วยเตือนเมื่อเราแปรงแรงเกินไป ป้องกันไม่ให้เหงือกบาดเจ็บ และฟันสึก อีกทั้งขนแปรงคุณภาพสูง และปลายโค้งพิเศษช่วยทำความสะอาดซอกเหงือก และฟันได้ดี แปรงแล้วรู้สึกสะอาดหมดจด เหมาะกับคนที่อยากดูแลสุขภาพเหงือก และฟันให้แข็งแรง มีโหมดการทำงานให้เลือก 3 โหมด และแบตเตอรีอยู่ได้นานถึง 2 สัปดาห์เลยทีเดียว
ราคา: 4,590 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)

6. Oclean X Pro
รุ่นต่อมาที่อยากแนะนำ คือ Oclean X Pro แปรงสีฟันไฟฟ้าอัจฉริยะที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสสีสดใส และฟีเจอร์ล้ำสมัย ด้วยเทคโนโลยีตรวจจับจุดบอดที่ช่วยเตือนให้เราแปรงฟันให้ครบทุกซี่อย่างทั่วถึง ไม่ต้องกังวลว่า จะพลาดจุดไหน มีโหมดการทำงานถึง 3 โหมด สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Oclean เพื่อดูรายงานการแปรงฟัน สรุปผลการใช้งาน และปรับแต่งโหมดการแปรงฟันได้อีกด้วย โดยหัวแปรงใช้ขนแปรง DuPont อ่อนนุ่มแต่แข็งแรง แปรงแล้วไม่ต้องกลัวบาดเหงือกเลย ที่สำคัญความเงียบระดับ 60dB ไม่รบกวนคนอื่นแน่นอน
ราคา: 5,462 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)

7. SYSTEMA Sonic
ใครที่อยากหันมาใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า SYSTEMA Sonic ก็เป็นอีกรุ่นที่ใช้งานง่าย พกพาสะดวก และดูแลสุขภาพช่องปากอย่างอ่อนโยน เพราะหัวแปรงมีขนาดเล็ก ขนแปรงปลายเรียว ออกแบบมาให้ทำความสะอาดได้ลึกถึงทุกซอกฟัน และขอบเหงือก แถมยังอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเหงือก เหมาะกับคนที่เหงือกบอบบาง อีกทั้ง ตัวเครื่องยังจับถนัดมือ น้ำหนักเบา ใช้งานง่ายเพียงกดแค่ปุ่มเดียว และหัวแปรงสามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย เหมาะกับมือใหม่สุด ๆ
ราคา: 650 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)

8. SPARKLE Sonic Triple Active
แปรงสีฟัน SPARKLE Sonic Triple Active ใช้เทคโนโลยีการสั่นด้วยแรงสูงถึง 40,000 ครั้งต่อนาที มั่นใจได้เลยว่า ช่วยขจัดคราบพลัค และเศษอาหารได้ทุกซอกทุกมุม ทั้งฟัน และเหงือก แถมยังอ่อนโยน ไม่ระคายเคือง มาพร้อมกับหัวแปรงที่อ่อนนุ่ม และถอดเปลี่ยนง่าย อีกทั้ง ตัวเครื่องดีไซน์สวยงาม น่าหยิบมาใช้สุด ๆ ด้ามจับถนัดมือ กันน้ำได้ดี ถือว่า เป็นแปรงสีฟันไฟฟ้าที่น่าลองอีกตัวนึงเลย
ราคา: 2,990 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)

9. Xiaomi Mijia T500
Xiaomi Mijia T500 แปรงสีฟันไฟฟ้าโซนิคที่ใช้งานง่าย และสั่นด้วยความถี่สูงถึง 31,000 ครั้งต่อนาที ขจัดคราบสกปรกได้หมดจด มีโหมดให้เลือกถึง 3 โหมด และมีระบบเตือนแรงกดอัจฉริยะ ช่วยเตือนเมื่อเราแปรงแรงเกินไป ป้องกันไม่ให้เหงือกบาดเจ็บ และหัวแปรงใช้ขน DuPont นุ่มละเอียด แปรงเพลิน สามารถใช้ได้นานถึง 18 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เป็นอีกรุ่นที่เหมาะกับมือใหม่หัดใช้
ราคา: ประมาณ 1,450 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)

10. Oral-B Vitality Extra Sensitive Clean
แปรงสีฟันไฟฟ้าจาก Oral-B ตระกูล Vitality ที่อยากแนะนำ คือ รุ่น Extra Sensitive ที่หัวแปรงออกแบบมาให้ทำความสะอาดได้ทุกซอกฟัน และตามขอบเหงือก มีเทคโนโลยีหมุน และสั่นช่วยขจัดคราบพลัคได้ดีกว่าแปรงสีฟันธรรมดา ใครที่อยากดูแลสุขภาพช่องปากอย่างง่าย ๆ แต่ได้ประสิทธิภาพสูง รุ่นนี้ถือว่า ตอบโจทย์เลย ตัวเครื่องใช้งานง่าย มีระบบจับเวลา 2 นาที ช่วยให้แปรงฟันครบทุกซี่อย่างทั่วถึงตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ที่สำคัญราคาเข้าถึงง่าย คุ้มค่าสุด ๆ
ราคา: 1,590 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)
ช่องทางการซื้อ: Lazada

11. Curaprox Hydrosonic Pro
Curaprox Hydrosonic Pro เป็นแปรงสีฟันไฟฟ้าโซนิคที่ใช้เทคโนโลยี Hydrodynamic ช่วยให้เกิดฟองละเอียดขณะแปรงฟัน ทำให้ขจัดคราบแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอ่อนโยนต่อสุขภาพช่องปากของเรา โดยหัวแปรงให้สัมผัสนุ่มพิเศษ พร้อมองศาโค้งเล็กน้อย ทำให้สามารถเข้าถึงฟันกราม และฟันหน้าด้านหลังได้ง่าย ๆ แปรงแล้วรู้สึกสะอาด มั่นใจ อีกทั้งยัง มีโหมดทำความสะอาดมากถึง 7 ระดับ สามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการ
ราคา: 7,950 บาท (ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่ายและโปรโมชั่น)
เทคนิคการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าอย่างถูกต้องและปลอดภัย
- บีบยาสีฟันปริมาณเล็กน้อยลงบนหัวแปรง
- วางหัวแปรงทำมุม 45 องศากับขอบเหงือก จากนั้น เปิดเครื่องแปรงสีฟันไฟฟ้า และค่อย ๆ เลื่อนหัวแปรงไปตามซี่ฟัน ไม่ต้องออกแรงกดหรือถูแรง ๆ เพราะหัวแปรงจะทำงานเอง เพียงแค่เลื่อนไปทีละซี่เบา ๆ
- แปรงฟันทุกซี่ให้ทั่ว เริ่มจากด้านนอก ด้านใน และบริเวณที่ใช้บดเคี้ยว ใช้เวลาประมาณ 2–3 วินาทีต่อซี่ และให้แปรงฟันครบ 2 นาที
- ล้างหัวแปรง และเก็บให้แห้งหลังใช้งาน
วิธีดูแลช่องปากนอกเหนือจากการแปรงฟัน
นอกจากการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า และแปรงให้ถูกวิธีแล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่สำคัญในการดูแลสุขภาพช่องปาก ได้แก่
- ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพื่อขจัดเศษอาหาร และคราบพลัคตามซอกฟันที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ช่วยลดปัญหาฟันผุ และเหงือกอักเสบ
- ใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก ลดกลิ่นปาก และเสริมการป้องกันฟันผุ โดยเลือกสูตรที่มีฟลูออไรด์หรือเหมาะกับสภาพช่องปากของเรา
- แปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน ช่วยป้องกันกลิ่นปาก และลดการสะสมของเชื้อโรค
- เลือกอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง และกรดสูง เพราะจะทำลายสารเคลือบฟัน และเพิ่มความเสี่ยงฟันผุ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยชะล้างเศษอาหาร และลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก
- พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อขูดหินปูน ตรวจฟันผุ และรับคำแนะนำในการดูแลช่องปากอย่างเหมาะสม
แปรงสีฟันไฟฟ้า 10 ยี่ห้อที่นำมาฝากในวันนี้ คงช่วยตอบคำถาม แปรงสีฟันไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี? แปรงสีฟันไฟฟ้า แบบไหนดี? ให้ใครหลาย ๆ คนได้ หันมาดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าที่จะช่วยให้การแปรงฟันเป็นเรื่องง่าย และสนุกกว่าเดิมกันเลย
[Advertorial]
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


