
ผักเหลียง หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า “ผักเหมียง” หรือ “ผักเขรียง” ได้รับฉายาว่า ราชินีผักพื้นบ้าน เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแล้ว ยังเป็นพืชท้องถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวใต้มายาวนาน หาง่ายตามตลาดท้องถิ่น ปลูกง่าย โตเร็ว และใช้เวลาปลูกเพียง 1-2 ปีก็สามารถเก็บเกี่ยวยอดอ่อนมาประกอบอาหารหรือจำหน่ายได้แล้ว จึงได้รับความนิยมจากทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร
ผักเหลียงเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1-4 เมตร ใบเรียวยาว สีเขียวเข้ม โดยสามารถรับประทานได้ทั้งใบและยอดอ่อน โดยต้องนำมาปรุงสุกก่อน ต้นกำเนิดของผักเหลียง พบได้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และทางภาคใต้ของไทย เช่น ระนอง ชุมพร ประจวบฯ กระบี่ ภูเก็ต พังงา ฯลฯ
จากข้อมูลโภชนาการ 100 กรัมของใบเหลียง ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญ ได้แก่:
พลังงาน 400 กิโลแคลอรี
แคลเซียม 150 มก.
เบต้าแคโรทีน 1,089 ไมโครกรัม (มากกว่าใบตำลึง และเกือบเท่าแครอท)
โปรตีน 6.56 กรัม
วิตามินเอ, บี 1, บี 2, ไนอะซิน และอื่น ๆ
ถือเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากเมื่อเทียบกับผักทั่วไป

งานวิจัยระบุว่า “ใบเหลียง” มีฤทธิ์ทางยา เช่น
ต้านอนุมูลอิสระ
ต้านเชื้อแบคทีเรีย
ลดน้ำตาลในเลือด
ต้านการอักเสบ
ต้านเซลล์มะเร็ง
ยับยั้งเอนไซม์ Acetylcholinesterase (เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์)
บำรุงสายตา : ผักเหลียงมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันภาวะสายตาเสื่อม ลดโอกาสเกิดต้อกระจก และภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
เสริมกระดูกให้แข็งแรง : แคลเซียมในผักเหลียงสูง จึงมีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟัน เหมาะกับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กที่ต้องการเสริมการเจริญเติบโต และผู้สูงอายุที่ต้องการป้องกันโรคกระดูกพรุน
ดูแลหัวใจและหลอดเลือด : สารต้านอนุมูลอิสระในผักเหลียงช่วยลดการอักเสบภายในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือด และช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานดีขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง
บำรุงสมองและระบบประสาท : ผักเหลียงอุดมด้วยวิตามินบีหลายชนิด เช่น บี1 บี2 และไนอะซิน ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาท ทำให้สมองปลอดโปร่ง ลดอาการเหน็บชา และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ได้ในระยะยาว
เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง : เบต้าแคโรทีนและสารต้านอนุมูลอิสระในผักเหลียงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการกลายพันธุ์ของเซลล์ และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด
ปรุงอาหาร: ใบอ่อนเมื่อนำมาปรุงสุกจะนุ่มอร่อย หวานมัน เหมาะกับเมนูผัด ต้ม แกงต่างๆ
กินสดเวลาเดินป่า: ใบเหลียงช่วยดับหิว ช่วยเพิ่มพลัง
เมล็ด: ใช้คั่วกินได้คล้ายถั่ว หรือบดทำข้าวเกรียบในมาเลเซีย
ไม้ประดับ: ปลูกในกระถาง เป็นพืชประดับบ้านได้ดีเพราะใบเขียวสด
สมุนไพรพื้นบ้าน: บำรุงสายตา รักษาโรคซาง ยางลำต้นใช้ทาลอกฝ้า
ผลสุก: รสหวาน กินได้ และเป็นอาหารสัตว์ป่า
อนุรักษ์ดินน้ำ: ช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน เพิ่มความชุ่มชื้น
สร้างรายได้: ปลูกแซมในสวนยางหรือปาล์ม เก็บยอดขายเป็นอาชีพเสริมได้ดี
ใบเหลียงผัดไข่