Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
ศาลเลื่อนพิพากษา เลี่ยงภาษีSECC ไป 8 ธค.
แชร์เรื่องนี้
ศาลอาญา เลื่อนอ่านคำพิพากษา ในคดีเลี่ยงภาษี ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกรวิวัฒน์ วัฒนะธรรมวงศ์ หรือ นายไพบูลย์ สุขสุธรรมวงศ์ อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท ในเครือ เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอมโดยเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จากกรณี เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2543 บริษัทในเครือดังกล่าว ได้สั่งซื้อสินค้าค้าจากประเทศเยอรมนี เข้ามาในประเทศไทย และจำเลยกับ นายสมชาย
ศรีพยัคฆ์ อดีตกรรมการบริษัท และนายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการ บมจ.SECC ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันปลอมแปลงสำเนาเอกสารบัญชีสินค้า ทำให้ภาษีอากรขาดไปกว่า 900,000 บาท โดยในวันนี้ ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาออกไปเป็น วันที่ 8 ธ.ค. เนื่องจาก เอกสารประกอบสำนวน มีจำนวนมาก
นอกจากนี้ บริษัทในเครือ เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส ยังได้ยื่นฟ้อง นายกรวิวัฒน์ กับพวกอีก 2 คดีด้วยกัน คือ กรณีการนำอะไหล่รถยนต์ออกไปจากบริษัท และกรณีรถยนต์ของบริษัทสูญหายไปกว่า 484 คัน ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวน
ขณะที่ นายชำนาญ ชาดิษฐ์ ทนายความของ นายกรวิวัฒน์ กล่าวว่า คดีนี้ได้นำสืบต่อสู้คดีทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า ขณะเกิดเหตุ นายกรวิวัฒน์ แม้เป็นกรรมการบริษัท แต่ไม่ใช่กรรมการบริษัท ผู้มีอำนาจที่จะสั่งซื้อรถ ซึ่ง นายกรวิวัฒน์ รับผิดชอบดูแลงานซ่อมเครื่องและฝ่ายขาย ขณะที่ เอกสารในการยื่นใบ INVOICE กับศุลกากร ระบุว่า บริษัทโดย นายสมพงษ์ และนายสมชาย ที่เป็นผู้มีอำนาจ แต่เวลานี้ทั้งสองคน ก็ไม่อยู่ถูกดำเนินคดี ส่วน นายกรวิวัฒน์ ได้เข้ามอบตัวสู้คดี นอกจากนี้ ข้อกฎหมายเราต่อสู้ว่า การปลอมเอกสารใบ
INVOICE นั้น ต้องเป็นการการทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเราอ้างแนวคำพิพากษาฎีกาที่เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับการปลอมเอกสาร แต่คดีนี้ใบ INVOICE ซึ่งยื่นต่อศุลกากรที่ถูกกล่าวหานั้นมีการแก้ไขในส่วนที่เป็นจำนวนสั่งซื้อรถ ไม่ตรงกับจำนวนที่ระบุไว้บัญชีสั่งซื้อเท่านั้น ไม่ใช่การปลอมขึ้นใหม่ทั้งหมด
ศรีพยัคฆ์ อดีตกรรมการบริษัท และนายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการ บมจ.SECC ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันปลอมแปลงสำเนาเอกสารบัญชีสินค้า ทำให้ภาษีอากรขาดไปกว่า 900,000 บาท โดยในวันนี้ ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาออกไปเป็น วันที่ 8 ธ.ค. เนื่องจาก เอกสารประกอบสำนวน มีจำนวนมาก
นอกจากนี้ บริษัทในเครือ เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส ยังได้ยื่นฟ้อง นายกรวิวัฒน์ กับพวกอีก 2 คดีด้วยกัน คือ กรณีการนำอะไหล่รถยนต์ออกไปจากบริษัท และกรณีรถยนต์ของบริษัทสูญหายไปกว่า 484 คัน ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวน
ขณะที่ นายชำนาญ ชาดิษฐ์ ทนายความของ นายกรวิวัฒน์ กล่าวว่า คดีนี้ได้นำสืบต่อสู้คดีทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า ขณะเกิดเหตุ นายกรวิวัฒน์ แม้เป็นกรรมการบริษัท แต่ไม่ใช่กรรมการบริษัท ผู้มีอำนาจที่จะสั่งซื้อรถ ซึ่ง นายกรวิวัฒน์ รับผิดชอบดูแลงานซ่อมเครื่องและฝ่ายขาย ขณะที่ เอกสารในการยื่นใบ INVOICE กับศุลกากร ระบุว่า บริษัทโดย นายสมพงษ์ และนายสมชาย ที่เป็นผู้มีอำนาจ แต่เวลานี้ทั้งสองคน ก็ไม่อยู่ถูกดำเนินคดี ส่วน นายกรวิวัฒน์ ได้เข้ามอบตัวสู้คดี นอกจากนี้ ข้อกฎหมายเราต่อสู้ว่า การปลอมเอกสารใบ
INVOICE นั้น ต้องเป็นการการทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเราอ้างแนวคำพิพากษาฎีกาที่เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับการปลอมเอกสาร แต่คดีนี้ใบ INVOICE ซึ่งยื่นต่อศุลกากรที่ถูกกล่าวหานั้นมีการแก้ไขในส่วนที่เป็นจำนวนสั่งซื้อรถ ไม่ตรงกับจำนวนที่ระบุไว้บัญชีสั่งซื้อเท่านั้น ไม่ใช่การปลอมขึ้นใหม่ทั้งหมด
แชร์เรื่องนี้
แท็ก : อาชญากรรม