ไทยอยู่ลำดับ 57 รายงานความเสมอภาคหญิง-ชาย

นักวิชาการเผยแพร่รายงานความเสมอภาคหญิง-ชาย จัดโดยเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม เป็นประเทศที่มีการให้ความเสมอภาคด้านสุขภาพและความอยู่รอดลำดับที่ 1 เช่นเดียวกับหลายประเทศ แต่ภาพรวมการให้ความเสมอภาคฯ อยู่ลำดับที่ 57 แย่กว่า 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศในเอเชีย ฟิลิปปินส์ติดใน 10 อันดับ ส่วน 5 อันดับแรกส่วนใหญ่เป็นประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย
ดร.ภาวดี ทองอุไทย ตัวแทนจากสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยรายงานการจัดอันดับความเสมอภาคหญิงชาย ประจำปี 2553จัดโดยเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม (World Economic Forum) หรือเวทีเศรษฐกิจโลก เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่า ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 57 จาก 134 ประเทศทั่วโลก ในแง่ของการให้ความเสมอภาคหญิงชาย ซึ่งในการจัดอันดับมีการรวมคะแนนจากการให้ความเสมอภาคหญิง-ชาย 4 กลุ่ม คือ สุขภาพและความอยู่รอด โอกาสและการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ การศึกษา และการเมือง ประเทศไทยได้อันดับที่ 1 ในการให้ความเสมอภาคด้านสุขภาพและความอยู่รอด เช่น เดียวกับอีกหลายประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ เดนมาร์ค ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และอังกฤษ เป็นต้น ส่วนการให้ความเสมอภาคโอกาสและการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่อันดับ ที่ 36 การให้ความเสมอภาคด้านการศึกษาอยู่อันดับที่ 54 และการให้ความเสมอภาคด้านการเมืองต่ำที่สุดในทุกกลุ่ม คือ ไทยอยู่อันดับที่ 94
สำหรับประเทศที่อยู่ใน 5 อันดับแรกของจัดอันดับความเสมอภาคหญิงชาย ได้แก่ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน และนิวซีแลนด์ ตามลำดับ ส่วนในภูมิภาคเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ลำดับที่ 9 สิงคโปร์ 56 เวียดนาม 72 ญี่ปุ่น 94 มาเลเซีย 98 เป็นต้น
ทั้งนี้ ภาพรวมของรายงานดังกล่าวที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีพบว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับเรื่องการให้ความเสมอภาคหญิงชายแย่ลงตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งอยู่ลำดับที่ 40 ปี 2550 และ 2551 อยู่ลำดับที่ 52 ปี 2552 อยู่ลำดับที่ 59 และ ปี 2553 อยู่ลำดับที่ 57 ดร.ภาวดี ระบุว่า หญิงไทยในกลุ่มแรงงานยังถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง และเอาเปรียบทุกทาง มากกว่าหญิงไทยที่มีการศึกษาสูง เนื่องจากกลุ่มหลังนี้จะไม่เข้าใจเรื่องของการถูกเลือกปฏิบัติเลย เพราะสามารถตัดสินใจเองได้ ทำอะไรเองก็ได้ จึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยควรตื่นตัวรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในการประกาศเจตนารมณ์ โดยเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย กล่าวว่า กรุงเทพมหานครในยุคปัจจุบัน เป็นหน่วยงานที่เปิดโอกาสให้เพศหญิงได้เข้ามามีบทบาทมากกว่ายุคที่ผ่าน ๆ มา มีรองผู้ว่าฯ 6 คน เป็นผู้หญิง 2 คน และมีอำนาจ บทบาทดูแลงานในมิติการศึกษา การแพทย์ สุขภาพ พร้อมกับยืนยันว่าจะสนับสนุนการทำงานเพื่อความเสมอภาคหญิงชายต่อไป
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)