นายกแจงสื่อนอกย้ำใช้พรก.หวังดูแลปชช.

นายกแจงสื่อนอกย้ำใช้พรก.หวังดูแลปชช.

นายกแจงสื่อนอกย้ำใช้พรก.หวังดูแลปชช.
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายการการให้ สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนการเข้าร่วมประชุมอาเซียน-สหรัฐ ร่วมกับ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา และผู้นำชาติอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศ โดย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้กล่าวชี้แจงถึงการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการควบคุมผู้ชุมุนมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพมหานคร จนถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ ออกมากล่าวประณาม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ต่อการประกาศใช้กฎหมายพิเศษเป็นเวลายาวนานและต่อเนื่องว่า "เป็นกฎหมายแห่งการทารุณ" ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ โดยได้รับยกเว้นโทษ

ซึ่ง นายกฯอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาล ยินดีที่ตอบข้อกังวล-ข้อสงสัยของกลุ่มสิทธิมนุษยชน แต่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่คำกล่าวของตน ที่พยายามอธิบายการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อป้องกันอันตรายต่อรัฐบาล กลับไม่ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ ตนก็ต้องการให้พวกเขารับรู้และยอมรับว่า การวิธีปฏิบัติตามกฎหมายนี้ เพียงเพื่อต้องการพยายามที่จะตรวจสอบให้แน่ใจ ต่อความมั่นคงของ
ประเทศ และจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อีกทั้ง ตนก็มั่นใจว่าคนทั่วไปส่วนใหญ่ จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาไม่รู้สึกถึงผลกระทบจากกฎหมายนี้

ส่วนประเด็นที่ นางออง ซาน ซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยพม่า ซึ่งถูกคำสั่งห้ามเข้าร่วมในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงปลายปีนี้ นายกฯของไทย แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น พม่าจะได้รับการถูกประณามว่า เป็นการเสแสร้งหลอกลวง จากสมาชิพรรคของนางซูจี , เสียงข้างน้อยที่สนับสนุนเธอ , พระสงฆ์ , นักเรียนนักศึกษา และกลุ่มสิทธิมนุษยชน อีกทั้งรัฐบาล
ทหารพม่า ควรจะต้องยอมรับต่อการเปิดกว้างทางการเมืองให้มากยิ่งขึ้น เช่น การอนุญาตต่อการมีส่วนร่วมของผู้นำพรรคฝ่ายค้าน และ นางออง ซาน ซูจี หลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ เมื่อมีการเลือกผู้นำ ก็ควรจะมีการวางรากฐาน สำหรับขั้นตอนการพัฒนาต่อไป

อย่างไรก็ดี นายกฯ ก็รับทราบดีว่า ประเทศในเอเชีย มีมุมมองที่เป็นอคติต่อรัฐบาลพม่า มากกว่าการยึดอำนาจอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ของไทย แม้ว่า 2 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และคณะทำงานจะไม่เคยเดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ เพื่ออธิบายเหตุผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง นอกจากนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ ยังรับทราบดีว่า พม่า ไม่พอใจในการอพยพย้ายถิ่น
ชนกลุ่มน้อย , ปัญหายาเสพติด และการตรึงกำลังทหารในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย ซึ่งขณะนี้รัฐบาล ก็กำลังมองหาวิธีการจัดการใหม่ ๆ ที่จะจัดการกับคลื่นของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งจะช่วยหยุดปัญหาการค้ามนุษย์ และปัญหาอาชญากรรมอื่น ๆ ได้อีกด้วย โดยในขั้นแรก รัฐบาล จะหาทางตรวจสอบจำนวนแรงงานต่างชาติ ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้ประมาณการณ์ไว้สูงถึง 3 ล้านคน แต่การสำรวจสำมะโนครัวประชากรครั้งใหม่นี้ มีแนวโน้มว่า จะเพิ่มขึ้นอีก

และสำหรับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากกรณีของ นายวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย ซึ่งสหรัฐอเมริกา ต้องการให้ไทยส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่ รัสเซีย ก็ต้องการตัวเข้าให้กลับไปยังประเทศบ้านเกิด นายกฯ กล่าวว่า กรณีนี้ ได้รับการดำเนินการผ่านกระบวนการศาล แต่ในที่สุดเขาก็ต้องตัดสินใจ ซึ่งไทยก็ไม่อย่างเสียความสัมพันธ์กับทั้ง 2 ประเทศ
และคาดหวังว่า ทั้งสหรัฐฯและรัสเซีย ควรจะเจรจาหารือกัน และแก้ไข โดยไม่นำไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

ขณะที่ การประชุมร่วมกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ในวันนี้ (ศุกร์ 24 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น) นายกฯอภิสิทธิ์ ระบุ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดีโอบามา ต้องการกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่อย่างไรก็ดี ก็มีแรงกดดันอย่างหนัก ต่อผลลัพธ์ที่จะสามารถยอมรับได้ทุกฝ่าย ซึ่งเราหวังจะเห็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้ง ความมั่นคงและท่าทีของสหรัฐต่ออาเซียนจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจัดการทางด้านการค้าและการลงทุน จะเป็นวิถีทางที่เร็วที่สุด ต่อการเพิ่มระดับความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พร้อมกันนี้ ผู้นำรัฐบาลไทยยังกล่าวชื่นชมความยากลำบากทางการเมือง ในการรับข้อตกลงดังกล่าวผ่านสภาคองเกรส แต่ "นี่คือที่เครื่องนำพาไปสู่การเจริญเติบโตของประชาคมโลกในอนาคต"


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว เอเอฟพี ที่ มหานครนิวยอร์ก ว่า การเลือกตั้งอาจจะสามารถจัดขึ้นได้ในช่วงต้นปีหน้า หากฝ่ายค้านและคนเสื้อแดง สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า จะคงอยู่ในสถานการณ์ที่สงบ

โดย นายกฯอภิสิทธิ์ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า ตลอดระยะเวลา กว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทย อยู่ในเสถียรภาพ
ความสงบอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้ง ก็จะสามารถจัดขึ้นได้ในช่วงต้นปีหน้านี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของฝ้ายค้าน
และคนเสื้อแดงด้วยและถ้าพวกเขาจะพิสูจน์ว่า พวกเขาเอาใจใส่ในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้ก้าวหน้า , การชุมนุมที่
สงบ และการปฏิเสธกิจกรรมที่ผิดกฎหมายใด ๆ รวมถึง กิจกรรมที่มีความรุนแรง ตนคิดว่า ประเทศไทย จะประสบ
ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาอย่างแน่นอน


นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ฟอร์บส (Forbes) ที่ โรงแรมในนครนิวยอร์ก ว่า เศรษฐกิจของไทย
กำลังเติบโตในระดับร้อยละ 7 ซึ่งตามหลังจีนไม่มากนัก และมีตัวเลขผู้ว่างงานเพียง ร้อยละ 15 ขณะที่ ค่าเงินบาทขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี และ เงินสํารองระหว่างประเทศของไทย ก็อยู่ในระดับสูง ในช่วงสัปดาห์ ซึ่งได้รับมาจากการส่งออกยางพารา และที่สำคัญคือ การส่งออกข้าว และการส่งออกของไทย ยังรวมถึง เครื่องยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจถึง ร้อยละ 60 จากการกระจายการส่งออกไปทั่วทั้ง สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และประเทศอาเซียน อื่น ๆ

นอกจากนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ ยังได้เน้นถึงเศรษฐกิจของไทยที่จะต้องปรับให้เกิดความสมดุล ในทิศทางของผู้บริโภค และเงินงบประมาณ 40 หมื่นล้านบาท ที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะนำมาใช้ในการสร้างโรงเรียน , โรงพยาบาลและรถไฟความเร็วสูง ซึ่งระบบการขนส่งที่ทันสมัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้ง ประเทศไทย จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนของสหรัฐโดยตรง รวมถึง จากบริษัท Dow Chemical ซึ่งเป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดที่ตั้งอยู่ภายนอกพื้นที่สหรัฐ อย่างไรก็ดี นายกฯอภิสิทธิ์ ก็ตระหนักถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศไทย จากผู้ต่อต้านรัฐบาล ที่ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย และจากผู้มีรายได้น้อย ที่ยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันจากการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดย นายกฯ กล่าวชี้แจงประเด็นนี้ว่า ตนนั้น รับรู้ในข้อเรียกร้องดังกล่าวและต้องการความก้าวหน้าของประชาธิปไตยเพื่อแชร์ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน

อีกทั้ง อัตราการเจริญเติบโตที่สดใสของจีน ก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยและประเทศอาเซียนอื่น ๆ เช่นสิงคโปร์ , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยหลังการประชุม นายกฯอภิสิทธิ์ จะเดินทางไปที่ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท หนึ่งในโรงแรมที่มีชื่อเสียงของโลก เพื่อแจ้งให้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ทราบว่า ประเทศไทย ได้สนับสนุนความต้องการของจีน ที่จะมีการหารือทวิภาคีเกี่ยวกับพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล