
การมีลูกชายหัวกะทิ สอบได้คะแนนสูงสุดระดับจังหวัด คือความภาคภูมิใจที่สุดของพ่อแม่ชาวนาผู้ยากจน แต่ใครจะคิดว่า "เพชรเม็ดงาม" ที่ทุกคนต่างรอคอยความสำเร็จ จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนเรียนจบ ทิ้งไว้เพียงปริศนาและความทุกข์ทรมานใจของผู้ให้กำเนิดนานเกือบ 10 ปี
ย้อนกลับไปปี 2546 ในมณฑลเจียงซี ประเทศจีน ครอบครัวเกษตรกรธรรมดาคู่หนึ่งดีใจจนแทบปิดหมู่บ้านฉลอง เมื่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สูงถึง 570 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นระดับ "เทพ" ในหมู่นักเรียนรุ่นเดียวกัน เขาได้รับฉายาว่าเป็นนักปราชญ์ด้านวิทยาศาสตร์ และได้เข้าเรียนใน มหาวิทยาลัยการบินและอวกาศปักกิ่ง สถาบันชั้นนำของประเทศ
พ่อแม่วาดฝันว่าลูกชายจะเป็นผู้นำพาครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจน แต่แล้วฝันร้ายก็เริ่มขึ้นในปี 2552 เมื่อจู่ๆ ได้รับข้อความปริศนาว่า "แม่ พ่อ ผมอยู่ปักกิ่งสบายดี ไม่ต้องห่วง" แต่เบอร์ที่ส่งมากลับไม่ใช่เบอร์ลูก เมื่อโทรกลับไป เพื่อนลูกชายเป็นคนรับสายและอ้างว่าลูกยุ่งมาก ก่อนจะตัดสายทิ้งและติดต่อไม่ได้อีกเลย
ด้วยความร้อนใจ สองผัวเมียรีบเดินทางเข้ากรุงปักกิ่ง แต่พบเพียงห้องพักที่ว่างเปล่า เจ้าของหอพักบอกว่าลูกชายย้ายออกไปนานแล้ว ไม่มีใครรู้ชะตากรรม แจ้งความคนหายก็ไร้วี่แวว การตามหาลูกชายกินเวลายาวนานถึง 9 ปีเต็ม ท่ามกลางความหวังที่ริบหรี่ลงทุกวัน
จุดเปลี่ยนมาถึงในปี 2561 เมื่อผู้เป็นแม่ล้มป่วยหนักด้วยโรคที่รักษาไม่หาย ความปรารถนาสุดท้ายก่อนตายคือ "ขอเห็นหน้าลูกชายอีกสักครั้ง" พ่อจึงตัดสินใจออกตามหาเฮือกสุดท้ายโดยขอความช่วยเหลือจากสื่อ จนกระทั่งสามารถติดต่อลูกชายได้ผ่านวิดีโอคอล
ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำเอาคนเป็นพ่อจุกจนพูดไม่ออก...
ตลอดเวลาที่หายไป อดีตเด็กอัจฉริยะต้องดิ้นรนทำงานสารพัด ทั้งเด็กเสิร์ฟ พนักงานขาย หรือแม้แต่งานสีเทา เพียงเพราะทิฐิที่ว่า "ต้องรวยก่อนค่อยกลับบ้าน จะได้ไม่เสียหน้า" แต่ยิ่งนานวัน ความจริงก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ล้มเหลว
จนกระทั่งวินาทีที่เห็นแม่นอนป่วยหนักผ่านหน้าจอมือถือ กำแพงทิฐิทั้งหมดก็พังทลายลง เขายอมทิ้งอีโก้และศักดิ์ศรีจอมปลอม รีบเดินทางกลับบ้านมาสู่อ้อมกอดพ่อแม่ ยอมรับความผิดพลาด และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำงานหนักเพื่อดูแลบุพการีในช่วงสุดท้ายของชีวิต
เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า "ความเก่ง" อย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับการใช้ชีวิต หากขาดความอดทนและการยอมรับความจริง บางครั้งการยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก อาจดีกว่าการดันทุรังเดินหน้าจนหลงทางไปไกลถึง 9 ปี

อัลบั้มภาพ 5 ภาพ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :soha