คุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1896/9481062/tagline-template-update-april.jpgคุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี

คุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี

แชร์เรื่องนี้

“นันท์ณภัส กมลสิรินันทิตา” หรือ “ดิว” อดีตพนักงานบริษัทในกรุงเทพมหานคร ผันตัวมาทำธุรกิจผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ อนุรักษ์วิถีชุมชน

 

ชีวิตที่พลิกผัน

เมื่อก่อนดิวทำงานอยู่ในแวดวงโฆษณามาตลอด แต่ชีวิตต้องพลิกผันเมื่อโรคมะเร็งได้คร่าชีวิตแม่ของเธอไป ทำให้ต้องตกลงกับพี่ชายว่าใครจะกลับมาอยู่กับพ่อ ที่จ.อุทัยธานี และเธอขอเป็นคนเสียสละเอง 

พ่อและพี่ชายช่วยกันหางานรองรับดิว ด้วยการเลี้ยงตัวไหมส่งให้กับโรงงานสิ่งทอขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีระยะเวลาการเลี้ยงรอบหนึ่งราว 20 วัน เพื่อให้ยังมีรายได้ 

ดิวเล่าว่า เมื่อเข้าโครงการฝึกหัดเลี้ยงไหมครั้งแรกก็เจออุปสรรคหลายอย่าง โดยเฉพาะตัวเองที่เป็นคนกลัวหนอนมาก จึงต้องทำใจอยู่สักพัก และเมื่อเลี้ยงไปแล้วยังพบว่าหนอนไหมอ่อนไหวมาก ต้องหมั่นดูแลและควบคุมคุณภาพใบหม่อนให้ดี ขณะที่รายได้กลับสะท้อนแรงที่ลงไปได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

ระหว่างกำลังหาหนทางทำรายได้ใหม่ ที่หมู่บ้านมีโครงการฝึกสอนการย้อมสีธรรมชาติพอดี จึงตัดสินใจเข้าร่วมและนำผ้าแผ่นไปทำเวิร์กชอปด้วย

เมื่อได้ความรู้เบื้องต้นมาแล้ว เธอจึงตัดสินใจลองนำผ้ามัดย้อมไปขายที่ตลาดด้วยเงินทุนที่เหลือเพียง 2,000 บาท ผลออกมาดีเกินคาด เพียงครั้งแรกของการขาย พบว่าทำรายได้ให้มากกว่าการเลี้ยงตัวไหมเพื่อส่งให้โรงงานสิ่งทอใหญ่ตลอดรอบ 20 วัน เธอจึงทุ่มเงินเก็บและแรงกายเพื่อสร้างธุรกิจผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติที่บ้านเกิดที่ ต.ห้วยแห้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

"ใส่ซัมบาย" ฟื้นลมหายใจภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากตัวเงินที่เห็นเป็นรูปธรรม เธอยังกล่าวว่า “ผ้ามัดย้อมยังฟื้นฟูภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่อพยพมาจากลาวและนำความรู้ด้านการย้อมครามธรรมชาติกลับมาด้วย”

โดยเธอเล่าเพิ่มเติมว่า ได้ยินเรื่องการย้อมครามมาตั้งแต่เด็ก พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าทวดเคยทำมาก่อน เพราะเป็นภูมิปัญญาของผู้คนในบ้านห้วยแห้ง ที่อพยพมาจากลาว และทำได้เองโดยมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูป

แต่การย้อมครามลดความนิยมลงไป เมื่อสีสำเร็จรูปเข้ามาแทนที่ และขณะนั้นถุงมือสำหรับย้อมผ้าแพร่หลายน้อยกว่าปัจจุบันมาก ทำให้สีติดแขน จึงลดความมั่นใจของผู้ย้อมโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงสาว

ด้วยเหตุนี้เธอจึงทำ "แบรนด์ใส้ซัมบาย" ขึ้นมา เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญานี้เอาไว้ นอกจากนี้แบรนด์ของเธอยังให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพของสินค้า ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติจริง ๆ ไปจนถึงการตากผ้าที่พื้นดิน เพื่อให้ไอความร้อนเร่งให้ผ้าแห้งลดความอับชื้น 

“ถ้าทำ 2 สีนี้ (ครามและมะเกลือ) คนที่ซื้อไปก็จะรู้สึกคุ้มกับการที่ซื้อสินค้าไปใส่หน่อย ไม่ใช่แบบว่าซื้อไปซัก 2-3 ครั้งแล้วบอก สีว่าซีดแล้ว”  ดิวเล่า

ยิ่งไปกว่านั้น ดิวยังรับรองว่าผลิตภัณฑ์ของใส่ซัมบายสีไม่ตกตั้งแต่ซักครั้งแรก และถ้าใช้ไปนาน ๆ แล้วสีซีด ลูกค้าสามารถส่งกลับมาให้ดิวย้อมใหม่ฟรีอีก 1 ครั้ง

เมื่อย้อนกลับไปมองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำแบรนด์นี้ ดิวรู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตที่เหนือความคาดหมาย แต่สิ่งที่เรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นอะไรมักเป็นสิ่งที่ดีเสมอ ตัวเราเองต่างหากที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ พร้อมจะคว้าโอกาสนั้นไว้หรือเปล่า หากวันนี้ผู้ที่อ่านอยู่มีความคิดอยากทำธุรกิจของตัวเองก็อยากให้ลองทำดู แต่ทั้งนี้ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่าทำแล้วมีโอกาสที่ธุรกิจจะไปต่อได้หรือไม่

อัลบั้มภาพ 4 ภาพ

อัลบั้มภาพ 4 ภาพ ของ คุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี

คุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี
คุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี
คุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี
คุยกับ “ดิว นันท์ณภัส ”คนรุ่นใหม่ย้อมผ้าธรรมชาติ ฟื้นภูมิปัญญาผ้าคราม จ.อุทัยธานี

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ทุุนท้องถิ่น

ภาพ :ทุนท้องถิ่น

วิดีโอ :ทุนท้องถิ่น