รพ.จุฬาย้ายที่ประทับสมเด็จพระสังฆราช

รพ.จุฬาย้ายที่ประทับสมเด็จพระสังฆราช

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมด้วย รศ.น.พ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
แถลงข่าว โดยระบุว่า ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยึดหลักกาชาดสากลมาโดยตลอด โดยเฉพาะ เรื่องความเป็นกลางในการ
ดูแลผู้ป่วย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน หรือ สีใดก็ตาม และขอยืนยันว่า ทางโรงพยาบาลไม่เคยร้องขอ หรือ อนุญาตให้กำลังทหารและตำรวจ หรือ ผู้ใดก็ตามมาอยู่อาศัย หรือซ่ อนตัวในอาคารภายในโรงพยาบาล อย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน ทางโรงพยาบาลต้องขอโทษมายังประชาชน ผู้ป่วยและญาติ ที่ทางโรงพยาบาล ไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยนอก ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.เป็นต้นมา จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายรวมทั้ง จะงดรับผู้ป่วยใหม่งดการผ่าตัด ยกเว้นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคคลากร และเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้ยังคงให้บริการห้องฉุกเฉิน แต่มีความจำเป็นต้องย้ายที่ปฏิบัติการไปที่ ตึกจงกลนี ซึ่งหากมีการสลายการชุมนุมหน่วยฉุกเฉิน ก็พร้อมที่จะรองรับผู้ป่วยได้ 300 - 500 คน

อย่างไรก็ตามในส่วนของ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทางโรงพยาบาลได้ย้ายที่ประทับ จากตึกฝั่งถนนราชดำริ มาประทับยัง ตึกถนนอังรีดูนังต์


ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ น.พ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แถลงข่าว โดยระบุว่า ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยึดหลักกาชาดสากลมาโดยตลอด โดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นกลางในการดูแลผู้ป่วย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน หรือสีใดก็ตาม และขอยืนยันว่า ทางโรงพยาบาลไม่เคยร้องขอหรืออนุญาต ให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร หรือผู้ใดก็ตามมาอยู่อาศัย หรือซ่อนตัวในอาคาร ภายในโรงพยาบาลอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลขอโทษมายังประชาชนและผู้ป่วย รวมทั้งญาติ ที่ทางโรงพยาบาล ไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยนอก ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทาง น.พ.อดิศร ได้ประสานไปยังคณบดี และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เพื่อจัดเตรียมห้องที่ประทับ พร้อมกรณีที่จะต้องย้ายสถานที่ประทับ จากโรงพยาบาลจุฬา ซึ่งขณะนี้ทางคณะสงฆ์ และฝ่ายฆราวาส กำลังอยู่ในระหว่างการประชุม ทั้งนี้การตัดสินใจดังกล่าว จะต้องพิจารณาจากพระอาการและความปลอดภัยของพระองค์ รวมทั้งระบุว่า การที่ย้ายที่ประทับครั้งนี้ เป็นการย้ายสถานที่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ก็จะย้ายกลับมาประทับรักษาพระอาการประชวร ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เช่นเดิม

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังระบุด้วยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ พยาบาลจะทำการย้ายผู้ป่วย ที่อยู่ในอาการโคม่า จำนวน 26 คน ไปยังโรงพยาบาลศิริราชด้วย

กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมาก ได้เข้ารื้อถอนแนวบังเกอร์ ด้านที่ติดกับแนวรั้ว และทางเข้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว โดย
ล่าสุด พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. เปิดเผย ภายหลังเดินทางมากับ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน แกนนำ
กลุ่มคนเสื้อแดงว่า ได้มีการเจรจากับแกนนำ ถึงการขอคืนพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวก
ให้กับผู้ป่วยที่จะเข้ามารักษา ภายหลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้เข้าตรวจค้นและไม่พบกำลังทหาร ภายในโรงพยาบาลจุฬาฯ
ในคืนที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ยินยอมเปิดช่องทางดังกล่าว สำหรับการรื้อถอนแนวบังเกอร์ครั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุม
ได้รือแนวบังเกอร์ ส่วนถนนราชดำริขาเข้า มุ่งหน้าไปยังสี่แยกราชประสงค์ เพื่อเปิดช่องทางให้ผู้ป่วย สามารถเดินทางเข้ามาในโรงพยาบาลทางประตูฉุกเฉินได้ แต่เมื่อสุดแนวรั้วของโรงพยาบาล กลุ่มคนเสื้อแดงก็จะนำบังเกอร์ส่วนที่รื้อถอนออกมาไปปิดถนนเลนดังกล่าวได้ทันที นอกจากนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ได้กล่าวว่า ในวันนี้จะมีการนำเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ คือ สน.ลุมพีนี มากระจายกำลังในพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน พร้อมกันนี้ ได้มีการประสานไปยังกรุงเทพฯ ให้เข้าไปทำความสะอาดพื้นที่ ส่วนที่มีแนวบังเกอร์ออกอีกด้วย


ล่าสุด ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า จะยังไม่มีการย้ายที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ซึ่งประทับรักษาพระองค์ อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้มาประทับรักษาพระองค์ ณ จุด 84 ปี โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากพระองค์ท่านยังไม่ประสงค์จะย้ายที่ประทับ แต่ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลศิริราช ก็ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว หากมีสถานการณ์ความวุ่นวาย หรือเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ก็จะดำเนินการทันที ขณะที่ทาง ศ.คลินิก น.พ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แถลงข่าวว่า โรงพยาบาลศิริราช ยินดีให้การสนับสนุนและรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ยังมีความจำเป็น ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้จะมีผู้ป่วยอีก 26 ราย แบ่งเป็นแผนกอายุรกรรม 18 ราย ศัลยกรรรม 5 ราย ออโทฟินิก 2 ราย และสูติกรรม 1 รายโดยผู้ป่วยเหล่านี้ จะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะแพทย์รักษาที่ดูแลอยู่เดิม และคณะแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราชร่วมกัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล